พบศพชายคอขาด ถูกฆ่าโหดตัดหัวถ่วงยางรถยนต์ทิ้งน้ำทะเลสัตหีบ ลอยอืดติดใต้สะพานท่าเทียบเรือ ตำรวจคาดอำพรางคดี

เมื่อเวลา 14.30 น. ของวันที่ 26 มกราคม 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งพบศพชายลอยน้ำทะเล ติดอยู่ใต้สะพานท่าเทียบเรือ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ พรมยุทธศึกษาทหารเรือ หมู่ 5 ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งได้รุดไปตรวจสอบพร้อมชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบ

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นเพศชายไม่ทราบสัญชาติ ใส่เสื้อแขนยาวสีส้มมีตราบริษัทผลิตซองกันกระแทก สวมกางเกงเล สีน้ำเงิน สภาพศพ ไม่มีศีรษะ อยู่ในสภาพขึ้นอืด ถูกสายยางน้ำมัน มัดรอบตัวถ่วงกับยางรถยนต์ ทิ้งทะเลเพื่ออำพรางคดี คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 7 วัน จนลอยมาติดใต้สะพานดังกล่าว

ด้านพนักงานสอบสวน เผยว่า สันนิษฐานว่าผู้ตายน่าจะถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมด้วยการตัดศีรษะ เพื่อทำลายหลักฐาน ก่อนนำศพโยนทิ้งทะเลเพื่ออำพรางคดี เบื้องต้นได้นำศพส่งชันสูตรยังสถาบันนิติเวช เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง พร้อมประสานไปยัง สภ. ในพื้นที่ข้างเคียงว่ามีการรับแจ้งบุคคลสูญหายหรือไม่ เพื่อเป็นแนวทางในการสืบสวนคดีต่อไป

ที่มาข่าว sanook.com

, ,

กรณี 2 สาวนางแบบ-พริตตี้ แจ้งความถูกข่มขืน ล่าสุดหนุ่มโปรดักชั่นเฮ้าส์ โร่ขึ้นโรงพักแสดงความบริสุทธิ์ อ้างฝ่ายหญิงสมยอม พร้อมตกลงค่าเลี้ยงดู 2.5 หมื่นบาท รับถ่ายคลิปจริง

จาก กรณี 2 สาวนางแบบ-พริตตี้ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจว่า ถูกข่มขืนโดยหนุ่มโปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่ง จนเกิดเป็นข่าวใหญ่โตไปเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2558 ที่ผ่านมานั้น ล่าสุดวันนี้ (23 มกราคม) เวลา 12.00 น. นายวิริยะ เดชผดุง อายุ 35 ปี เจ้าหน้าที่ควบคุมแสง (สวิตช์ชิ่ง) โปรดักชั่นเฮาส์แห่งหนึ่ง ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท. ปรีชา ศรีอุดม พนักงานสอบสวน กก. 1 บก.ป. เจ้าของคดี 2 สาวนางแบบ-พริตตี้ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นเจ้าของ เฟซบุ๊กที่ถูกระบุว่าหลอก 2 สาวไปข่มขืน

ทั้งนี้ นายวิริยะได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ข่มขืน แต่อ้างว่าเป็นการสมยอมของฝ่ายหญิง โดยตนมีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนที่เป็นนักศึกษา-พริตตี้เพียงคนเดียว ครั้งเดียว และสวมใส่ถุงยางอนามัย ส่วนอีกคนไม่ได้มีอะไรด้วยเลย มีการตกลงกันว่าจะรับเลี้ยงดูจ่ายให้เดือนละ 2.5 หมื่นบาท ก่อนฝ่ายหญิงทั้ง 2 คนจะชักชวนตนให้ขับรถพาไปร่วมหลับนอนที่โรงงานผลิตกล่องกระดาษร้างย่านอุดมสุข

ใน ส่วนของคลิปวิดีโอนั้น นายวิริยะ ยอมรับว่า ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายไว้เพียง 10 กว่าวินาที เพราะแบตเตอรี่หมด ซึ่งไม่ได้เอาไปเผยแพร่ทางคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด แต่เมื่อกลับถึงบ้านตอนเช้าภรรยามาเปิดเจอคลิป จึงมีปากเสียงกันและไม่ได้ติดต่อหญิงสาวทั้ง 2 คนอีก จนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้รับโทรศัพท์จากสองสาว บอกให้ไปเจอที่ สน.อุดมสุข แต่ไม่ได้ไปตามที่แจ้งมา

จนกระทั่ง วันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ตนได้เห็นว่าตนเองตกเป็นข่าวจึงตกใจ และไม่คิดว่าจะถูกแจ้งความกล่าวหาว่าไปข่มขืนแบบนี้ จึงตัดสินใจพบตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ พร้อมกับยืนยันว่าไม่เคยหลอกลวงหญิงตามที่โดนกล่าวหาว่าทำมานับสิบรายเลย

ทาง ด้านด้านตำรวจกองปราบฯ ได้ให้นำตัวนายวิริยะ ให้ฝ่ายสืบสวนเพื่อนำตัวไปสอบสวนและทำประวัติก่อนปล่อยตัวไปโดยไม่ต้อง ประกัน เพราะยังไม่มีหมายจับ แต่ห้ามเดินทางไปไหนและต้องพร้อมมาให้ปากคำทันที เมื่อตำรวจเรียกตัวมาสอบอีกครั้ง

ที่มาข่าว sanook.com

, ,

     นักโบราณคดีรุดสำรวจโครงกระดูกมนุษย์โบราณอายุ 2,000 ปี ที่ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์

                เมื่อ วันที่ 19 มกราคม 2558 คณะเจ้าหน้าที่โบราณคดี ประจำอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ลงพื้นที่สำรวจและเก็บรายละเอียดโครงกระดูกมนุษย์โบราณจำนวน 2 โครง พร้อมเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ที่ถูกขุดพบเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ณ บริเวณบ้านโรงบ่ม ม.13 ต.นาเฉลียง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์

                โดย นายอนุรักษ์ ดีพิมาย นักโบราณคดีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กล่าวว่า โครงกระดูกมนุษย์โบราณ และภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่พบในครั้งนี้ คาดว่าน่าจะมีอายุราว 1,500-2,000 ปี โดยเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ร่วมสมัยกับยุคทวารวดี ซึ่งจากสภาพโครงกระดูก และภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่พบอยู่รอบ ๆ

                นายอนุรักษ์ กล่าวต่อว่า สันนิษฐานว่าบริเวณดังกล่าวอาจใช้เป็นสุสานฝังศพ อีกทั้งบริเวณรัศมีใกล้เคียง คาดว่าเป็นพื้นที่ดั้งเดิมของมนุษย์โบราณ ที่มาตั้งรกรากเป็นชุมชน อาศัยอยู่ตลอดแนวลุ่มน้ำป่าสักเพชรบูรณ์ ร่วมสมัยกับยุคแรกของเมืองเก่าศรีเทพก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม จะมีส่งรายงานไปยังสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี จากนั้นจะมีการนำอุปกรณ์เครื่องมือมาขุดเพื่อเก็บใส่แอร์บับเบิ้ล เเละส่งไปสำรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง

ที่มาข่าว kapook.com

, ,

อินสตาแกรมลูกดาราคนดัง ถูกลบออกจากระบบแล้ว หลายคนเสียดายภาพแทน

กลายเป็นประเด็นฮอตในโลกออนไลน์เลยทีเดียวกับกระแสการลบอินสตาแกรม (IG) ของ “lilwanmai น้องวันใหม่” น้องสาวของ “บอย ปกรณ์” โดยนโยบายของอินสตาแกรมได้แจ้งว่า ”เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ไม่อนุญาตให้ใช้บริการนี้” แน่นอนว่าหลังจากอินสตาแกรมของ “น้องวันใหม่” ถูกลบนั้น มีเสียงบรรดาแฟนคลับต่างไม่เข้าใจกับนโยบายดังกล่าวเท่าไหร่ มีการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด กลายเป็นเรื่องดราม่าถึงขั้นมีแฮชแทก #supportlilwanmai

และล่าสุด ลูกดาราคนดังที่สร้างอินสตาแกรม (IG) ให้แฟนคลับได้ติดตามดูความน่ารักของเด็กน้อยนั้น ถูกทยอยโดนลบกันเกือบหมด อาทิ IG:mayu_kamnerdploy ของลูกสาว เมย์ และ หนุ่ม ได้ถูกลบเช่นกัน โดยเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความไว้ว่า

“แจ้งทุกคนที่ติดตามมายู @mayu_kamnerdploy นะคะ ตอนนี้ไอจีมายูได้โดนลบไปแล้วคะ ด้วยเหตุผลว่าไอจีของมายูผู้ใช้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี (เขาคงเห็นมีแต่รูปเด็ก) ตื่นมาก็เห็นว่าโดนลบภาพไปหมดแล้ว ลงชื่อเข้าใช้ใหม่ก็ไม่ได้ เอาเป็นว่าจะลองติดต่อกับทางศูนย์อินสตาแกรมดูก่อนนะคะ แต่ตอนนี้เสียดายจัง ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ติดตามน้องมายูนะคะ ตอนนี้คงต้องติดตามน้องทางไอจีของเมย์กับของพี่หนุ่ม @kanchai อ่อ แล้วมีทาง Facebook Fanpage ด้วยคะ ถ้าเราสามารถทำอะไรเพิ่มเติมหรือมีช่องทางอื่นของมายูให้ทุกคนได้ติดตามได้จะแจ้งนะคะ ขอบคุณทุกคนที่รักมายูมากๆนะคะ ขอบคุณคะ #มายูเสียใจ#โดนเร็วจัง#ตั้งตัวไม่ทัน#โดนลบ#รูปหายหมด#บ๊ายบาย#รักทุกคนค่ะ

นอกจากนี้แฟนคลับของ “น้องณดล”ที่ถ่ายกับธุรกิจกล่องไปรษณีย์ ลูกชายของ “กบ สุวนันท์” ต่างต้องผิดหวังที่อินสตาแกรมถูกลบไปแบบใจหาย แต่ น้องณดา ยังอยู่นะจ๊ะเพราะคุณแม่กบเปลี่ยนชื่อทันเป็น @kob_punnadapunnakanta

หรือจะเป็น IG ของน้องแพท @patpachata ลูกชายนิหน่า ก็ถูกลบไปเช่นเดียวกัน

พูดคำเดียวว่าเสียดายภาพถ่ายแทนถ้าไม่ได้เซฟสำรองเก็บไว้ก่อน

ที่มาข่าว innnews

,

ชาวบ้านแห่เก็บแบงก์ 1,000 บนสะพานข้ามแยกรามคำแหงเชิงทางลง ทำให้การจราจรติดขัดไปจนถึงหน้าโรงงานรับทำกล่องกระดาษ เบื้องต้นตรวจสอบพบเป็นแบงก์ปลอม ไม่มีรูปพระเจ้าอยู่หัวและไม่มีเลขธนบัตร

วันที่ 14 มกราคม 2558 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีผู้พบเห็นรถจอดบนถนนพระราม 9 ขาออก พร้อมมีคนก้มเก็บของบนสะพานข้ามแยกรามคำแหงเชิงทางลง ส่วนถนนรามคำแหง มีรถจอดริมทางเป็นแนวยาว ทำให้การจราจรเคลื่อนตัวช้า

ทั้งนี้ ผู้พบเห็นเหตุการณ์แจ้งว่า ตนเห็นแบงก์ 1,000 บาท ปลิวว่อนเต็มถนนไปหมด ส่วนสาเหตุที่รถติดคาดว่าน่าจะเป็นเพราะคนจอดรถเพื่อเก็บเงินดังกล่าว อย่างไรก็ดีมีผู้รายงานเพิ่มเติมว่า ได้ลงไปเก็บแบงก์พันที่ปลิวว่อนมา 1 ใบ เบื้องต้นยืนยันว่าเป็นแบงก์ปลอม เพราะไม่มีรูปพระเจ้าอยู่หัว สีและลักษณะเหมือนกัน ส่วนเนื้อกระดาษคล้ายกันมาก แต่ไม่มีหมายเลขธนบัตร
ที่มาข่าว  kapook.com

, ,

แท็กซี่สุดเจ๋ง ติดเทปใสบริการ Wi-Fi ฟรี ให้ผู้โดยสารได้ใช้แบบชิล ๆ บนรถ แถมเน็ตยังเร็วฉิวอีกต่างหาก เรียกผ่าน grab taxi ได้ด้วย

การนั่งรถแท็กซี่ฝ่ารถติดจะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป เมื่อพี่แท็กซี่คันนี้เขาใจดี มีบริการ Wi-Fi ฟรี ให้ผู้โดยสารได้ใช้กัน แถมยังเร็วอีกต่างหาก !!

เรื่องราวดี ๆ ของพี่แท็กซี่คันนี้ ถูกบอกเล่าผ่านผู้ใช้ทวิตเตอร์ @Tiimiie เมื่อช่วงปลายปี 2557 ที่ผ่านมา โดยเจ้าตัวเผยว่า เป็นรถแท็กซี่ ทะเบียน มฎ-2500 ซึ่งสามารถเรียกใช้บริการผ่าน grab taxi ได้ โดยพี่คนขับได้แปะป้าย Free Wi-Fi และบอกรหัสให้เรียบร้อย ทำเอาชาวเน็ตที่ได้ทราบเรื่อง อยากขอใช้บริการรถแท็กซี่คันนี้กันเป็นแถว

เจอเรื่องราวดี ๆ แบบนี้ กระปุกดอทคอม เลยขอร่วมแชร์ต่อด้วยคนจ้า

ที่มาข่าว kapook

, ,

นางเอกสาว ‘แพนเค้ก เขมนิจ’ ปัดให้กระเช้าปีใหม่ ฝากตัว หน่อย บุษกร แค่บังเอิญเจอ โต้จ่อชิ่ง ช่อง 7 ปัดทำตา 2 ชั้นเร่งเจรจาราคากล่องไปรษณีย์เพื่อทำธุรกิจราคากล่องไปรษณีย์

เห็นล่าสุดนางเอกสาว ‘แพนเค้ก เขมนิจ’ นั้น ได้เอากระเช้าดอกไม้ไปสวัสดีปีใหม่ พี่ ‘หน่อย บุษกร’ เลยทำให้หลายคนคิดว่าหรือจริงๆ แล้ว สาวแพน นั้นจะหันหน้าไปซบอกช่องอื่นรึป่าว เพราะก็มีหลายๆ รูปที่เจ้าตัวได้ลงในทำนองนี้ ยิ่งพอมีภาพนี้ออกมา เลยเหมือนจะย้ำเจตนาที่ชัดเจนให้ชัดเจนขึ้นไปอีก งานนี้พอได้เจอเจ้าตัวในงานละครเวทีเรื่อง ‘Rainy AFternoon’ เลยต้องถามซะหน่อย ซึ่งเจ้าตัวก็เผยว่า

“อ๋อค่ะ พอดีแพนทำงานอยู่แล้วพี่หน่อยมาเจอผู้กำกับของแพนที่กอง ก็เลยได้โอกาสสวัสดีปีใหม่พี่หน่อย มาเจอโดยบังเอิญค่ะ หลายคนเลยนึกว่าไปฝากเนื้อฝากตัว จริงๆ ก็มีโอกาสเจอกันเรื่อยๆ ตามงานอยู่แล้ว แล้วก็ปลื้มพี่เขาเป็นไอดอลอยู่แล้ว แพนกับคุณแม่เลยได้สวัสดีปีใหม่ค่ะ พี่หน่อยได้มีจีบๆ ไหม ยังไม่ได้มีแพลนอะไร พี่หน่อยยังไม่ได้พูดอะไรด้วย ไว้มีโอกาสล่ะกันค่ะ พี่หน่อยน่ารักมาก ก็ยังไม่มีอะไรค่ะ สำหรับตัวเรามีแพลนไหม ยังไม่มีนะคะ ยังไม่คิดล่ะกันเนอะ เอาเป็นว่าดีใจถ้ามีโอกาสได้ร่วมงานกันในครั้งต่อๆ ไป สัญญากับที่เก่ายังมีอยู่อีกนิดหน่อยค่ะ เรายังถ่ายละครอยู่เลย เอาจริงๆ ก็ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้นะคะ เดี๋ยวว่ากันค่ะ”

ตอนนี้ก็มีหลายคนสังเกตเรื่องตา ว่ามันเป็นสองชั้นกว่าเดิม “จริงๆ ตาสองข้างไม่เท่ากันค่ะ ก็ติดสติ๊กเกอร์เอา มันก็ขึ้นมาเอง ติดมาเป็นปีเลย ตอนนี้ก็เป็นสองชั้นไปโดยปริยายเลยค่ะ ไม่ได้มีการพึ่งมีดหมอ เพราะเราก็แอบกลัว เลยลองวิธีนี้ดูก่อนละกัน แต่ก็ไม่รู้วันข้างหน้าเราต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมไหม มันก็ไม่ได้มีปัญหา แต่เรารู้สึกว่าพอตาสองข้างไม่เท่ากัน มันก็เห็นชัด เลยลองวิธีนี้ดูค่ะ แล้วเคยคิดจะไปทำไหม ก็เคยนะคะแต่ก็กลัว ไม่รู้ว่าเจ็บรึป่าว ส่วนตัวมองเรื่องศัลยกรรมว่ายังไง แพนว่ามันเป็นความมั่นใจของแต่ละคนนะ เราก็ชื่นชม มันต้องใช้ความอดทน แพนก็ไม่มีคอมเม้นต์ในส่วนนี้ค่ะ”

ที่มาข่าว innnews

,

ต้องบอกสวยจริง อะไรจริง สำหรับแม่ค้านักศึกษา นามว่าน้องปิงปอง อรวี สิงห์แดง นักศึกษาปี 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่นอกจากหน้าตาดี เธอคนนี้ยังหารายได้พิเศษระหว่างเรียน ด้วยการเปิดร้านขายหมูย่างริมถนน ซอยหมื่นด้ามพร้าคต ปากซอย 7 ด้านหลังม.ราชภัฏเชียงใหม่ ชื่อร้าน “หมูย่าง น้ำพริกข่า ปป น้องปิงปอง”

ปิงปอง อรวี สิงห์แดง

สำหรับน้องปิงปอง ปัจจุบันอายุ 22 ปี อาศัยอยู่บ้านเลข ที่ 44 ม.7 ต.หนองบัว อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ เธอเล่าถึงที่มาที่ไปของร้านให้ฟังว่า ทำอาชีพนี้มาได้ 4 เดือนแล้ว ก็ลงทุนไปนับหมื่นบาท โดยมาขอเช่าที่หน้าร้านขายเทปกาวเดือนละ 2 พันบาท ก็มาย่างขายตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 18.00 น. ราคาชุดละ 60 บาท มีหมูย่าง น้ำพริกข่า ผักแนม และข้าวเหนียว 1 ห่อ ตอนนี้ก็จัดส่งวันละ 50-60 ชุด ขายทั่วไปวันละ 15-20 ชุด ส่วนที่เหลือก็จะเป็นออร์เดอร์ ที่สั่ง รวมไปถึงตามร้านอาหารด้วย

ทั้งนี้น้องปิงปองยังให้ข้อมูลต่ออีกว่า ในแต่ละวันเธอจะมีรายได้ 1,500- 2,000 บาท หักค่าใช้จ่ายต้นทุน รวมไปถึงลูกจ้างที่มาช่วย 1 คน ซึ่งหากมีลูกค้าโทรศัพท์มาสั่งหรือสั่งทางไลน์ ของตนก็จะแพ็กใส่กล่องให้ลูกจ้างนำไปส่ง แต่ต้องไม่ไกลมากนัก หากหมูย่างเหลือบางส่วนจะตระเวนขายตามร้านอาหารทั่วไป ไม่อายกับการทำอาชีพเป็นแม่ค้าถึงริมถนน ซึ่งก่อนหน้านี้ทำมาหลายอาชีพทั้งพริตตี้ พนักงานเสิร์ฟ ถ่ายแบบมาบ้าง แต่ชอบอาชีพแม่ค้าเพราะเป็นลูกค้าแม่ ไม่คิดอายทำกินถึงจะเหนื่อยแต่สนุกกับการขายหมูย่าง เพราะสูตรนี้เป็นของคุณแม่ ที่สำคัญภูมิใจมากเนื่องจากเป็นอาชีพบริสุทธิ์

ที่มาข่าว kapook.com

, ,

สาวอึ้ง รักษาก้างปลาติดคอ รพ. เอกชนชื่อดัง เจอบิลค่ารักษาไป 6 หมื่นกว่าบาท หมอเผย เคสนี้เป็นเคสยาก ค่ารักษาตามที่แพทยสภากำหนด

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2558 มีรายงานว่า ทุกวันนี้ โรงพยาบาลมีให้เลือกมากมาย ทั้งโรงพยาบาลรัฐ และโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งหลายคนก็เลือกที่จะไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากความสะดวกสบาย และความรวดเร็ว ไม่ต้องรอคิวหมอนาน แลกกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเพิ่มมากขึ้น แต่คงไม่ใช่กับกรณีของคุณ Muay Zin ร้านสอบถามราคากล่องพัสดุที่ได้แชร์ภาพบิลโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มาที่เว็บเพจ ยูไลค์ โดยที่เป็นบิลค่ารักษาพยาบาลก้างปลาติดคอ ที่ราคาพุ่งสูงกว่า 68,889 บาท

ทั้งนี้ คุณ Muay Zin ได้โพสต์ภาพบิลค่ารักษาพยาบาล 2 บิล ซึ่งบิลแรกมีค่ารักษาทั้งหมด 41,075 บาท และบิลที่ 2 มีค่ารักษาที่ 27,814 บาท รวมค่ารักษาพยาบาลกว่า 68,889 บาท

“ค่ารักษาแค่ก้างปลาติดคอ เข้าใจว่าต้องเข้าห้องเพื่อส่องกล้องรมยา แต่คุณประเมินค่าใช้จ่ายตอนแรกไม่เกิน 40,000 บาท แต่ตอนนี้คุณเรียกเก็บยอด 68,889 บาท หมายความว่าอะไร ...คนไม่สบายมาโรงพยาบาลหวังรักษา คุณทำแบบนี้กะจะปล้นกันเลยหรือคะ”

จากนั้น ก็ได้มีผู้คนในชุมชนออนไลน์ เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางคนก็บอกว่า ถ้าก้างติดคอต้องจ่ายขนาดนี้ แล้วถ้าเจออุบัติเหตุที่หนักกว่านี้ จะต้องจ่ายขนาดไหน แต่บางคนก็เสนอทัศนะว่า ต้องดูด้วยว่าก้างติดคอแบบไหน และส่วนใหญ่ราคาที่ประเมินมามักจะเกินหมด หากเลือกไปที่โรงพยาบาลของรัฐบาลราคาก็อาจจะน้อยลง แต่ถ้าเลือกไปที่โรงพยาบาลเอกชน ก็ต้องยอมรับกับค่ารักษาราคาแพง

ล่าสุด คุณเฟซบุ๊กของคุณ Veeraya Pao ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า เคสก้างปลาติดคอเคสนี้ถือว่ายากพอสมควร เรียกว่า foreign body in esophagus ไม่ใช่ก้างปลาติดคอธรรมดา เนื่องจากก้างปลาติดที่หลอดอาหารเกือบถึงส่วนกลาง ทำให้ต้องมีแพทย์ดูแลถึง 3 คน คือ แพทย์ หู คอ จมูก 2 คน และศัลยแพทย์ 1 คน จึงทำให้ต้องใช้วิธีการดมยา และผู้ป่วยเองก็มีโรคประจำตัว ทำให้เรื่องนี้ยากเข้าไปอีก ทางโรงพยาบาลเองคิดค่ารักษาพยาบาลตามที่แพทยสภากำหนด แต่เนื่องจากความซับซ้อน ค่าใช้จ่ายจึงไม่เป็นไปตามการประเมินในครั้งแรก ซึ่งแพทย์ก็ได้นำเรื่องนี้มาชี้แจงให้ผู้ป่วยและสามีทราบ ทั้งคู่ก็เข้าใจ แต่คนที่นำเรื่องมาลงเป็นลูกสาว ซึ่งอาจไม่เข้าใจในจุดนี้

ที่มาข่าว kapook

,

หนุ่มใหญ่คลั่งรัก ขอคืนดีเจ้าของร้านเสริมสวยไม่สำเร็จ คว้ามีดแทงคอดับจมกองเลือดแล้วควบกระบะหนี ยังจับตัวไม่ได้

เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2558 มีรายงานเหตุแทงกันเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ คือร้านสัมฤทธิ์การไฟฟ้า อยู่ในซอยเทพกาญจนา ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พบ ผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นางสาวดาวจันทร์ เรียบร้อย อายุ 33 ปี เป็นเจ้าของร้านเสริมสวย สภาพศพที่ลำคอด้านขวามีรอยถูกมีดปลายแหลมแทง ในที่เกิดเหตุยังพบโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ของผู้ตาย เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บมีดบาดที่มือ 1 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลกระทุ่มแบนไปก่อนหน้าแล้ว คือ นายสัมฤทธิ์ ไชยงาม เจ้าของร้านที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามนายพีรพงษ์ พลเยี่ยม อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นแฟนใหม่ของผู้ตายและเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ อ้างว่า ร้านเกิดเหตุเป็นร้านพี่ชายตน โดยก่อนเกิดเหตุตนขับรถไปรับนางสาวดาวจันทร์ มาพบกับผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นแฟนเก่า คือ นายรัศมี คูณป้อง อายุ 47 ปี เจ้าของร้านเชือกมัดกล่องพัสดุที่อยู่ติดกับร้านเสริมสวยนางสาวดาวจันทร์ โดย ทั้งคู่ได้นัดพบกันเพื่อเคลียร์ปัญหาคาราคาซัง เนื่องจากสาวดาวจันทร์พยายามบอกเลิกแต่นายรัศมีไม่ยอม แล้วตามหึงหวงมาตลอด โดยทั้งคู่เข้าไปคุยกันที่หลังร้าน

แต่คาดว่าน่าเคลียร์ปัญหาไม่ลงตัว จึงทะเลาะกันเสียงดัง เมื่อพี่ชายตนวิ่งไปดูก็เห็นนางดาวจันทร์ถูกแทงที่ลำคอนอนจมกองเลือดอยู่ที่ พื้น เลยเข้าไปแย่งมีดจากนายรัศมี แต่ไม่สำเร็จ และถูกมีดบาดได้รับบาดเจ็บมีดบาดที่มือ ส่วนนายรัศมีถือมีดทำครัวปลายแหลมวิ่งไปขึ้นรถกระบะที่ขับมาจอดไว้หน้าร้าน แล้วขับออกไป ขณะที่ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงพยายามช่วยสกัดด้วยการใช้หินปารถนายรัศมี แต่ไม่สามารถหยุดรถได้

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าสาเหตุการฆาตกรรมน่าจะมาจากปมหึงหวง และจะติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีต่อไป ส่วนร่างของนางดาวจันทร์ จะส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลศิริราช

ที่มาข่าว kapook

, ,
สั่งเลย