เสียวบึม! ชาวอุดรฯ ลงแขกจับปลา ผงะเจอลูกปืน ค. โร่แจ้ง EOD เก็บกู้

Written on January 17, 2016 at 4:19 am, by admin

ชาวบ้านอุดรธานี สูบน้ำออกจากคลองหลังโรงงานกล่องไปรษณีย์ ก่อนชวนญาติลงแขกจับปลา ผงะ เจอลูกปืน ค. ชนิดทำลายล้าง โร่แจ้ง ตร. ประสานเจ้าหน้าที่อีโอดีเก็บกู้ พบผ่านการใช้งานแล้วแต่ยังมีดินปืน พร้อมระเบิดได้

เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 16 ม.ค. 59 พ.ต.ท.กุศล สิทธิขันแก้ว พงส.ชำนาญการ สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งจากศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง ว่า มีชาวบ้านลงแขกหาปลาพบลูกระเบิดขนาดใหญ่ อยู่ปากท่อระบายน้ำในคลองริมถนน บริเวณหน้าร้านรับซื้อของเก่า บ้านเหล่านาดี ต.นาดี อ.เมืองอุดรธานี ห่างจากแยกไฟจราจร ถนนอุดรธานี-หนองบัวลำภู เข้าไปตามถนนบ้านเหล่านาดี-อ.หนองแสง ราว 200 เมตร จึงพร้อมด้วย ร.ต.ท.ฉลองรัฐ หวายแก้ว หัวหน้าหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) กก.สส.ภ.จว.อุดรธานี นำกำลังไปตรวจสอบและทำการเก็บกู้


ไปเจอลูกปืน ค.120 อยู่ปากท่อระบายน้ำในคลองริมถนน


มีร้านรับซื้อของเก่าอยู่ใกล้ๆ จุดพบกระสุนปืน ค.120

ที่เกิดเหตุพบลูกปืน ค. ขนาดใหญ่สีดำ ที่มีสภาพเก่าขึ้นสนิม ผ่านการยิงมาแล้ว เนื่องจากหัวชนวนหลุดออก แต่ข้างในยังมีดินปืนอยู่ มีน้ำหนักราว 8 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่ EOD นำสก๊อตเทปผันรอบหัวชนวน ก่อนนำยางรถยนต์มาครอบเอาไว้ พร้อมทั้งกันชาวบ้านออกเนื่องจากลูกระเบิดยังมีดินปืน สามารถระเบิดได้ทุกเวลา

สอบสวน นายจันทร์ไทย แสนวันดี อายุ 60 ปี ชาวบ้าน ต.นาดี อ.เมืองอุดรธานี ให้การว่า ช่วยกันกับญาติรวม 10 คน นำเครื่องสูบน้ำ สูบน้ำออกจากคลองตั้งแต่เมื่อวานจนแห้งขอด และเวลาประมาณ 04.00 น. วันนี้ พากันมาจับปลา ขณะที่จับปลาอยู่ที่บริเวณปากท่อระบายน้ำ พบว่ามีของแข็งคล้ายเหล็กจมโคลนอยู่ ยกขึ้นมาพบว่าเป็นลูกระเบิดขนาดใหญ่ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ


อีโอดี ตร.ภูธร จ.อุดรธานี เข้าเก็บกูลูกปืน ค.120

ร.ต.ท.ฉลองรัฐ เปิดเผยว่า ลูกปืนที่พบเป็นลูกกระสุนปืน ค. ขนาด 120 มิลลิเมตร น้ำหนักประมาณ 8 กิโลเมตร ชนิดระเบิดทำลายล้าง คาดว่ากระสุนด้าน แต่ยังอาจระเบิดได้ หากโดนสะเก็ดไฟตกใส่ หรือโดนความร้อนเป็นเวลานาน


เอายางรถยนต์มาครอบเพื่อความปลอดภัย

“ลูกระเบิดชนิดนี้มีใช้อยู่ในกองทัพบก ใช้ยิงกับปืน ค. หรือเครื่องยิงลูกระเบิดวิธีโค้ง มีอนุภาพทำลายล้าง 50-100 เมตร คาดว่ามีอายุประมาณ 40 ปีขึ้น นิยมใช้ในสมัยสงครามเวียดนาม ในยุคนั้นทหารไทยและอเมริกา โดยใช้กระสุนจริงซ้อมรบ จากนี้จะนำลูกปืน ค. ไปเก็บไว้ที่รักษาปลอดภัย ก่อนทำลายต่อไป”


เจ้าหน้าที่ EOD นำสก๊อตเทปผันรอบหัวชนวน ก่อนจะเก็บกู้ไปทำลาย

ด้าน พ.ต.ท.กุศล เปิดเผยว่า เบื้องต้นสอบสวนเจ้าของร้านรับซื้อของเก่า ให้การว่า ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ ราว 1 สัปดาห์ มีชายอายุราว 40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์นำลูกระเบิดปืน ค. ใส่ถุงปุ๋ยเพื่อมาชั่งกิโลขาย แต่ไม่รับเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นอันตราย จึงได้บอกให้นำไปแจ้งตำรวจ กระทั่งชาวบ้านที่มาหาปลาพบเข้า.

ปอ.511 ชนหนุ่มข้ามถนนดับย่านบางนา คาดคนสติไม่ดี วิ่งตัดหน้ารถ

Written on January 6, 2016 at 8:55 am, by admin

รถเมล์ ปอ.สาย 511 ชนหนุ่มศรีสะเกษ ขณะข้ามถนนพร้อมถือกล่องไปรษณีย์ราคาถูกใส่ของพะรุงพะรัง ก่อนล้อทับเสียชีวิตย่านบางนา ตรงข้ามกรมอุตุฯ พยานระบุ ผู้ตายสติไม่ดี เดินผ่านไปมาย่านนี้ประจำ โชเฟอร์อ้างวิ่งตัดหน้ารถ

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 6 ม.ค. 59 ร.ต.ท.วรวิทย์ มีคำ พงส.สน.บางนา ได้รับแจ้งอุบัติเหตุรถโดยสารปรับอากาศ (ปอ.) สาย 511 ชนคนเดินเท้าข้ามถนนเสียชีวิต บริเวณถนนสุขุมวิท ฝั่งขาเข้า ตรงข้ามกรมอุตุนิยมวิทยา แขวงบางนา เขตบางนา กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายตรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.บางนา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุบริเวณเลนซ้ายสุด พบศพ นายสราวุธ จันทร์แจ้ง อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลยที่ 47 หมู่ 4 ต.ตะเคียน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่ช่วงบริเวณล้อหลังรถโดยสารประจำทาง ปอ. สาย 511 สีส้ม ทะเบียน 12-5547 กรุงเทพมหานคร โดยมี นายณรงค์ ต้นทองคำ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลยที่ 163 หมู่ 4 ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ เป็นผู้ขับ ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ร.ต.ท.วรวิทย์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวน นายณรงค์ ให้การว่าขับรถโดยสารประจำทาง ปอ. สาย 511 ออกมาจากท่ารถสำโรง โดยมีผู้โดยสารเต็มคันรถ เพื่อมุ่งหน้าสู่สายใต้ใหม่ ตามปกติ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุผู้ตายวิ่งมาตัดหน้ารถจึงทำให้เกิดเหตุการณ์ชนและทับ เสียชีวิตขึ้น

ทั้งนี้ จากการสอบสวนพยานแวดล้อมในเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตดูเหมือนจะเป็นคนสติไม่ดี มักเดินผ่านไปผ่านมาบริเวณนี้อยู่เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่จะสอบสวนพยานแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่ แท้จริงต่อไป.

บคด.บก.ตม.6 คุมเข้มตรวจคนเข้าออกประเทศ

Written on December 28, 2015 at 3:57 am, by admin

กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 เข้มงวดกวดขันการเข้าออกประเทศของชาวไทยและชาวต่างชาติ รองรับเทศกาลปีใหม่ 2559 หลัง ผบช.สตม.สั่งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมเชิญแจ้งเบาะแสสายด่วน สตม.1178

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ บก.ตม.6 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ต.นิติพงศ์ เนียมน้อย ผบก.ตม.6 เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล ผกก.งานสืบสวนปราบปรามและงานขออยู่ต่อในราชอาณาจักร/ถิ่นที่อยู่ของคน ต่างด้าว กก.บคด.บก.ตม.6 สตม. และหัวหน้าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด และหัวหน้าด่าน ตม.ฯ ทุกที่ 11หน่วยครอบคลุมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ปฏิบัติตามสั่งการและนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบตร. และ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. โดยเคร่งครัด โดยได้สั่งการและมีนโยบายให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดกวดขันในการตรวจตรา คนต่างชาติ/ต่างด้าว ที่กระทำความผิดในพื้นที่รับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด

โดย เช่น กก.บคด.บก.ตม.6 ที่มีงานสืบสวนปราบปรามอยู่ในความรับผิดชอบ รวมถึงการขออยู่ต่อ/ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว และมีพื้นที่ความรับผิดชอบพี้นที่จังหวัดในภาคใต้ทั้งหมดรวม 14 จังหวัด ซึ่งกว้างไกลมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความร่วมมือและเทคโนโลยีมาช่วยในการสืบสวน ป้องกันและปราบปรามชาวต่างชาติ/ต่างด้าว ที่ถูกต้องและกระทำความผิดในราชอาณาจักรไทย แต่ยังมี ตม.จว.ฯทั้ง 11 แห่งในภาคใต้ ที่มีพื้นที่ในการรับผิดชอบครอบคลุมภาคใต้ทั้งหมด บาง ตม.จว.ฯ รับผิดชอบจังหวัดเดียว แต่ในบาง ตม.จว.ฯ รับผิดชอบพื้นที่ประมาณ 2 ถึง 3 จังหวัดในขณะนี้ ในอนาคตน่าจะมี ตม.จว.ฯ ครบในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด

โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ทาง พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พล.ต.ต.ภาคภูมิ สัจจพันธ์ รอง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ ตม.จว.ฯ และด่าน ตม.ฯ ที่มีช่องทางเข้าออกกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ได้ตรวจหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางทุกชนิด สัมภาระที่ใส่มาในกระเป๋าหรือแม้กระทั่่งสิ่งของที่อยู่ในกล่องพัสดุไปรษณีย์ก็ให้ตรวจเข้ม ตรวจเอกสารอย่างละเอียดพร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยคำนึงถึงความ มั่นคงและการบริการควบคู่กันไป แต่จะต้องมีความมั่นคงปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2559 ที่จะถึงนี้ที่มีวันหยุดยาวตั้งแต่วันพฤหัสที่ 31 ธ.ค. 58 ถึงวันอาทิตย์ที่ 3 ม.ค.59 และในช่วง 7 วันอันตรายหัวท้ายวันหยุดยาว ซึ่งไม่ใช่ว่าเกี่ยวกับการเดินทางเเละรณรงค์ด้านการจราจรอย่างเดียว การตรวจหนังสือเดินทาง (passport) และการคัดกรองบุคคลต่างชาติเข้าออกประเทศไทยก็มีความจำเป็นและมีความสำคัญ ต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยคาดว่าจะมีประชาชนทั้งไทยและเทศเดินทางเข้าออกในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็น จำนวนมากหลักหลายแสนราย ดังนั้น จึงขอให้เตรียมเอกสารในการเดินทางเข้าออกประเทศไทยให้พร้อมคือ

1.หนังสือเดินทาง /เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางประเภทต่างๆ 2.การกรอกบัตร ตม.6 ให้ครบถ้วนโดยเฉพาะคนต่างชาติ จำเป็นต้องกรอกทุกข้อโดยเคร่งครัด 3.บัตรประจำตัวหรือไอดีการ์ดประจำตัว กรณีต้องแสดงเพิ่มเติมตามที่ตำรวจ ตม.ร้องขอดูประกอบ โดยคนไทยและต่างชาติจะต้องไม่มีหมายจับและคำสั่งห้ามเดินทางออกจากศาลหรือ เจ้าพนักงานราชการที่มีอำนาจเช่น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พนักงานสอบสวน ฯลฯ การอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต (over stay) ในกรณีเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนในการเดินทางเข้ามาประเทศ ก็จะต้องไม่เป็นบุคคลแบล็กลิสต์หรือต้องห้ามในการเข้าประเทศไทย

4.เมื่อ ต่างชาติ/ต่างด้าว เดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว จะต้องแจ้งที่พักอาศัยต่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหรือสถานีตำรวจ พื้นที่ ทั้งตัวต่างชาติ/ต่างด้าว ตลอดจนเจ้าบ้าน/เจ้าของกิจการที่พักทุกประเภทที่ให้บริการตาม ม.37 และ ม.38 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะมีโทษตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้จะเข้มงวดกวดขันการกระทำความผิดสำคัญๆ ที่เป็นปัญหาของสังคมและของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามากระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 อาชญากรข้ามชาติ ค้ามนุษย์ และยาเสพติด ถือเป็นนโยบายแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจตราเข้มงวดกวดขันเกี่ยวกับการตรวจหนังสือเดินทางปลอม การใช้หนังสือเดินทางของผู้อื่นมาใช้ การดัดแปลงแก้ไขข้อมูลในหนังสือเดินทาง ฯลฯ โดย พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล ผกก.สืบสวนปราบปราม บคด.บก.ตม.6 กล่าวเพิ่มเติมว่าหากพบเบาะแสการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับชาวต่าง ชาติ/ต่างด้าว ในประเทศไทย หรือคนไทยที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดของคนต่างด้าว/ต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสและเเจ้งเหตุได้ที่ ตม.จว.ที่รับผิดชอบจังหวัดนั้นๆ หรือหมายเลขสายด่วน สตม. 1178 หรือแจ้งทางเฟซบุ๊กเพจของงานสืบสวนปราบปราม บคด.บก.ตม.6 ชื่อ “แจ้งข่าว/เบาะแสอาชญากรรมต่างชาติให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองภาคใต้” หรือแจ้งเบาะแสทางไอดีไลน์ one191919 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตามสโลแกนของ ผบช.สตม. ที่กล่าวไว้ว่า “คนดีอยู่ง่าย คนร้ายอยู่ยาก” พ.ต.อ.ภัคพงศ์ กล่าว.

จ่ายรายละ 8 หมื่น เหยื่อไฟฟ้าระเบิด! เจ็บ 4 บ้านพัง 68 หลัง ที่สุราษฎร์

Written on December 22, 2015 at 7:38 am, by admin

ยังจำได้ไหม! เหตุไฟฟ้าแรงสูงลัดวงจรเกิดการระเบิดในระบบจ่ายไฟครั้งใหญ่ที่ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ฯ เมื่อปลายเดือน พ.ย.มีผู้บาดเจ็บ 4 คน บ้านเสียหาย 68 หลัง โรงงานกล่องไปรษณีย์ เสียหาย  1 หลัง กฟภ.ช่วยซ่อมและเยียวยาหมดแล้ว พร้อมสร้างบ้านใหม่ราคา 7 แสน 1 หลัง…

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.58 นายภานุมาศ ลิ้มสุวรรณ ผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 (ภาคใต้) จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ภายหลังจากที่ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.เขานิพันธุ์ และหมู่ที่ 5 ต.คลองฉนวน อ.เวียงสระ ได้รับผลกระทบกรณีเกิดเหตุไฟฟ้าแรงสูงลัดวงจร ทำให้เกิดระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พ.ย.58 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเสียหายจำนวน 68 ครัวเรือน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ซึ่งผู้ได้รับบาดเจ็บทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้มอบเงินเยียวยาในเบื้องต้น จำนวน 8 หมื่นบาท ส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายและชำรุด ทางการไฟฟ้าได้ดำเนินการซ่อมแซม เปลี่ยนให้กับชาวบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนบ้านของนายศรายุทธ คินธร ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส นั้น นอกจากจะมอบเงินเป็นการช่วยเหลือแล้ว ทางการไฟฟ้าฯ ยังได้ดำเนินการสร้างบ้านใหม่ให้อีก 1 หลัง มูลค่ากว่า 7 แสนบาท เนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่ระเบิดลงมา ทำให้โครงสร้างของบ้านได้รับความเสียหาย ไม่สามารถที่จะใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้

ทั้งนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้แบ่งเจ้าหน้าที่ออกเป็น 7 ทีม ออกเยี่ยมเยียนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเพื่อต้องการทราบถึงปัญหา หลังจากได้ให้การช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมาแล้วมีการขาดตกบกพร่องประการหนึ่ง ประการใดหรือไม่ หากยังมีข้อบกพร่องก็จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ

ด้านนางอิ่มใจ บุญมี อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 ม.1 ต.เขานิพันธุ์ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ทางการไฟฟ้าฯ เข้ามาให้การช่วยเหลือในการซ่อมแซมสายไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน และหากอุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นไหนไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซมได้ เขาจะเปลี่ยนให้ภายหลังจากเกิดเหตุ จนสามารถที่จะใช้ได้ตามปกติ.

ระทึก! ตร.สืบสวน วูบ ขับเก๋งพุ่งชนอาคาร ใต้ห้องทำงาน ผบก.ปทุมฯ

Written on December 17, 2015 at 4:48 am, by admin

ระทึก! ร.ต.ต.ตร.สืบสวน ภ.จว.ปทุมฯเกิดวูบ เพราะมีโรคประจำตัว ขับเก๋งพุ่งชนตัวอาคาร บก.ใต้ห้องผู้การ ขณะนั่งทำงานทำจนท.สะดุ้งสุดตัวรีบออกมาดู เคราะห์ดีซื้อซองกันกระแทกมาหลายแพควางไว้บนหน้าคอนโซล เลยทำให้ช่วยลดแรงกระแทก ทำให้ไม่มีผู้เสียชีวิต รีบนำตัวคนขับส่งรพ.

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2558 พ.ต.ท วรุตน์ ไทยรัฐเทวินทร์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี ได้รับแจ้งจากตำรวจศูนย์วิทยุ ภ.จว.ปทุมธานี ว่า มีอุบัติเหตุนายตำรวจ ขับรถชนตัวอาคารกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หลังรับแจ้ง จึงรีบรุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ในที่เกิดเหตุ บริเวณด้านหน้าสำนักงานกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี พบรถยนต์เก๋ง โตโยต้า รุ่นคัมรี่ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ชฎ – 4073 กรุงเทพมหานคร โดยสภาพหน้ารถพุ่งชนอัดกับตัวอาคารของสำนักงาน ที่ชั้นล่างเป็นห้องเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการ ส่วนชั้นบนเป็นห้องทำงานของ พล.ต.ต.ถาวร ขาวสะอาด ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี และจากการตรวจสอบพบว่า หน้ารถพังเสียหายกันชนแตก ฝากระโปรงยุบ จนถึงตัวเครื่อง กระจกหน้ารถร้าว ยางแตกถึง 3 เส้น และยังพบว่า ใต้ถุนตัวอาคารแตกเป็นรูโหว่ นอกจากนี้ ยังชนป้ายเหล็กที่ระบุชื่อผู้มอบที่ดินในการสร้างตัวอาคารสำนักงานเสียหาย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นคนขับ ทราบชื่อ ร.ต.ต.ศักดา ประเสริฐสม อายุ 54 ปี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.ปทุมธานี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรีบนำส่ง รพ.ปทุมธานี ไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ร้อยตำรวจตรีศักดาฯ ได้ขับรถเพื่อที่จะเข้ามาเคลียร์งานที่ได้รับมอบหมาย ระหว่างที่ขับรถถึงจุดเกิดเหตุ น่าจะเกิดอาการวูบ รถจึงเสียหลัก เลี้ยวเข้ามาทางด้านหน้าตัวอาคารด้วยความเร็วและแรง ก่อนที่จะพุ่งชนขึ้นฟุตบาท และพุ่งชนตัวอาคารอย่างจัง โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต และในขณะที่เกิดเหตุ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายนาย รวมทั้ง พล.ต.ต.ถาวร ขาวสะอาด ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กำลังนั่งทำงานอยู่ที่ห้อง ทุกคนถึงกับตกใจเมื่อมีเสียงดังโครมใหญ่ ก่อนที่หลายคนจะวิ่งลงมาดู พบว่า ร.ต.ต.ศักดา ขับรถชนตัวอาคาร จึงได้ช่วยกันนำผู้ได้รับบาดเจ็บขึ้นรถประจำตำแหน่งของ พล.ต.ต.ถาวร ฯ รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ทางด้าน พล.ต.ต.ถาวร เปิดเผยว่า เบื้องต้นทราบว่า ร.ต.ต.ศักดาฯ มีโรคประจำตัว และขณะขับรถมารับมอบหมายงาน คงเกิดอาการโรคกำเริบและวูบ จึงทำให้รถเสียหลัก และเกิดเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จะได้มีการสืบสวนสอบสวน ต่อไป แต่ก็ถือว่าโชคดี ที่ไม่มีผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปลอดภัย ตนก็ถือว่าโชคดีแล้ว

 

ไล่ล่าโจ๋เมืองกาญจน์ ‘ไอ้มอส’ หนีสุดชีวิต คาดอีก 2 อาจมอบตัว

Written on December 11, 2015 at 9:10 am, by admin

ตำรวจเมืองกาญจนบุรี กดดันวัยรุ่นที่ยังหลบหนีคดีทำร้ายหนุ่ม 19 ปี เสียชีวิต คาด 2 ใน 3 จะมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเร็วๆ นี้ ส่วน “ไอ้มอส” เชื่อ! หนีสุดชีวิต เหตุมีคดีเก่าติดตัวคือ ฆ่าและชิงทรัพย์ผู้จัดการโกดังเก็บกล่องไปรษณีย์ ด้านแม่เหยื่อพอใจคดีคืบหน้า ลั่นไม่เผาศพ รอ ตร.จับครบแก๊ง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. 58 พ.ต.อ.พิสุทธิ์ ศุกระศร ผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี พร้อม พ.ต.ท.สุชาย เทศัชบุตร รอง ผกก.สส. สภ.เมืองกาญจนบุรี และชุดสืบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรีร่วมประชุม ตำรวจชุดไล่ล่า 3 ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าหนุ่ม 19 ปี ที่ยังหลบหนี โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น จากนั้นชุดสืบสวนได้กระจายลงพื้นที่เพื่อติดตามคนร้ายต่อไป

พ.ต.อ.พิสุทธิ์ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่กำลังหลบหนีอยู่อีก 3 ราย ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภาค 7 รวมทั้งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.กาญจนบุรี ได้ร่วมลงพื้นที่เพื่อคลี่คลายคดี ด้วยการเข้าพบผู้ปกครองของผู้ต้องหาทั้ง 3 รายเพื่อเจรจาขอให้ประสานหรือติดต่อไปยังลูกชายที่กำลังหลบหนีอยู่ แต่ถ้าหากผู้ปกครองไม่สามารถติดต่อลูกชายได้ เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ติดตามจับกุมเพื่อให้ได้ตัวมาดำเนินคดีโดยเร็วอยู่ แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นจะต้องกดดันผู้ต้องหาทั้ง 3 รายทุกวิถีทาง

อย่างไรก็ตาม จากการเจรจากับผู้ปกครองของผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ในส่วนของ 2 รายคือ นายปริญญ์ ปิ่นโรจน์ หรือ นาย และ นายชัยอนุวัต รอดภัย หรือต้น อายุ 23 ปี เชื่อว่าจะมีการพูดคุยเรื่องการขอเข้ามอบตัว แต่ในส่วนของนายนิตินัย วัชรานุทัศน์ หรือมอส อายุ 25 ปี คงยากที่จะยอมมอบตัว เพราะเคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันมาก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างหนีประกันในชั้นศาล และในครั้งนี้ก็มาก่อเหตุร้ายซ้ำอีก แต่ทางตำรวจพยายามที่จะพูดคุยกับญาติของผู้ต้องหาทั้งสามคนให้เข้ามอบตัวสู้ คดีน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

“ทีมสืบสวนยังเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 รายยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และน่าเชื่อว่ายังไม่ได้หลบหนีข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ทางชุดไล่ล่าก็ยังติดตามจับกุมอย่างเต็มที่ ไม่มอบตัวก็จะกดดันไล่ล่าจับกุมให้ได้ตัวโดนเร็วที่สุดต่อไป” พ.ต.อ.พิสุทธิ์ กล่าวท้ายสุด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนบ้านเลขที่ 10 / 1 หมู่ 3 ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี สถานที่ตั้งสวดพระอภิธรรม ศพนายกฤษดา หรือเอิร์ต อ่อนน้อม อายุ 19 ปี บรรยากาศยังคงอยู่ในความโศกเศร้า โดยนางกัญญา อ่อนน้อม ทอยชเลอร์ แม่ของเอิร์ต เปิดเผยว่า ทราบว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีจนมีการขอเข้า มอบตัวรวมเป็นผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีแล้วจำนวน 3 ราย ยังคงหลบหนีอยู่อีก 3 ราย ตนและญาติก็รู้ดีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แต่พวกเราก็ยังต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งจับกุมผู้ต้องหาที่ยังคงหลบ หนีมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว ทางครอบครัวก็จะยังคงไม่มีกำหนดการเผาศพของน้องเอิร์ต จนกว่าเจ้าหน้าที่จะจับกุมตัวผู้ต้องหาให้ได้ทุกคนก่อน เพราะเชื่อว่าวิญญาณของลูกชายก็คงต้องการเช่นกัน.

หนุ่มพม่าขับ จยย.ถูกรถเก๋งเฉี่ยวชน หัวน็อกพื้นดับอนาถ

Written on December 7, 2015 at 2:57 am, by admin

หนุ่มพม่าพนักงานโรงงานกล่องไปรษณีย์วัย 30 ปี ดวงกุดขับ จยย.ฝ่าทางแยกถูกรถเก๋งเฉี่ยวชนจนล้ม หัวน็อกพื้นเสียชีวิตคาถนนแม่ออน – ดอนจั่น บริเวณสี่แยกเข้าบ้านสันกลางใต้ จ.เชียงใหม่ ขณะที่คู่กรณียืนรอมอบตัว…

เมื่อเวลา 00.45 น. วันที่ 5 ธ.ค.58 ร.ต.อ.ธีระยุทธ ชีนาวุธ พงส.สภ.สันกำแพงเชียงใหม่ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิต บริเวณถนนแม่ออน – ดอนจั่น บริเวณสี่แยกเข้าบ้านสันกลางใต้ หมู่ 6 ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จึงไปสอบสวนชันสูตรร่วมกับแพทย์เวร รพ.สันกำแพง

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฟอร์ด สีน้ำเงิน ทะเบียน 1 กฬ 6632 กทม.ด้านหน้าข้างซ้ายสภาพพังยับเสียหาย มีนายศราวุฒิ มะโนหาญ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 303 หมู่ 10 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นคนขับ ยืนอยู่ที่เกิดเหตุไม่ได้รับบาดเจ็บ และที่ร่องข้างถนนพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อคาวาซากิแบบชาย รุ่น ksr สีดำ ทะเบียน 1 คร 6248 เชียงใหม่ สภาพเสียหายพังยับ ที่กลางถนนพบศพคนขับขี่ ทราบชื่อนายไซ ลอน อายุประมาณ 30 ปี (สัญชาติพม่า) นอนหงายเสียชีวิตคาที่ มีเลือดไหลออกทางปากและจมูก ศีรษะน็อกพื้น


สภาพยับเยินของรถเก๋ง ที่ชนจยย.ทำให้หนุ่มเจ้าของรถจยย.ที่เป็นคนเมียนมา เสียชีวิต

ทางเจ้าหน้าที่สอบสวนได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุที่ดังกล่าวเป็นทาง 4 แยก นายไซ ผู้ตายได้ขี่จักรยานยนต์คันดังกล่าวออกมาจากทาง อ.สารภี อ.สันกำแพง ซึ่งทางแยกมีป้ายบอกให้หยุด แต่ผู้ตายกลับขี่รถจักรยานยนต์มาไม่มองทางซ้าย ขณะนั้นรถเก๋งดังกล่าวขับโดยนายศราวุฒิ วิ่งมาทาง อ.สันกำแพง ไปทางในเมืองเชียงใหม่ ได้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของนายไซเข้าพอดี จนนายไซศีรษะน็อกพื้นเสียชีวิต เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเกิดจากความประมาท ซึ่งจะสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

ประมงพื้นบ้าน 2 ตำบลลุกฮือต้านนายทุนฮุบป่าชายเลน

Written on December 1, 2015 at 2:41 am, by admin

จากกรณีชาวประมงพื้นบ้าน บ้านบางใหญ่ หมู่ที่ 4 ต.ทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร ร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนถูกนายทุนอ้างเอกสารสิทธิ (น.ส.3) ในป่าชายเลน อ่าวทุ่งคา-สวี เขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ฟ้องขับไล่ที่และเข้าไปรื้อทุบทำลายบ้านเพื่อจะสร้างโรงงานกล่องพัสดุไปรษณีย์ ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนทั่วไปว่าที่ดิน (น.ส.3) ไปโผล่อยู่กลางป่าชายเลนได้อย่างไร ทั้งๆที่ชาวบ้านอาศัยทำกินมานานกว่า 20 ปี ยังไม่มีใครได้เอกสารสิทธิครอบครองแม้แต่รายเดียว ทั้งยังพบพิรุธแนวเขตที่ดิน น.ส.3 มีการสลับสับเปลี่ยนโยกย้ายไปมาทั้งเปลี่ยนชื่อคูคลองธรรมชาติและขุดร่องน้ำ ขึ้นมาใหม่ ขณะเดียวกันชาวบ้านได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบางใหญ่ อ่าวทุ่งคาเพื่อต่อสู้กลุ่มนายทุนอิทธิพล และร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลน ล่าสุด กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ต.ตากแดด พื้นที่ติดกันนับร้อยคนแห่สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯ เพื่อร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวประมงพื้นบ้านบางใหญ่ ต.ทุ่งคานั้น

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 พ.ย. นายวิษณุ เซียงเจ็น อายุ 37 ปี รองประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบางใหญ่อ่าวทุ่งคา ได้นำภาพถ่ายเก่าแก่อายุร่วม 20 ปี ซึ่งเป็นภาพถ่ายของที่ทำการป่าไม้ย่อยในพื้นที่บ้านบางใหญ่ เข้าพบผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจภูมิภาค “ไทยรัฐ” เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าผืนป่าชายเลนแห่งนี้ แต่เดิมเคยมีหน่วยงานป่าไม้ตั้งอยู่ในพื้นที่และมีป้ายที่ตั้ง สนง.ติดไว้อย่างชัดเจน ปัจจุบันถูกนายทุนคนดังกล่าวอ้าง น.ส.3 เข้าไปสร้างบ้านหลังใหญ่ครอบครองแทน ขณะเดียวกันพื้นที่ป่าชายเลนฝั่งตรงกันข้าม เดิมเป็นป่าอนุรักษ์ มีป้ายโครงการปลูกป่าชายเลน และระบุจำนวนเนื้อที่ปลูกป่าชัดเจน แต่ในปัจจุบันทั้งสำนักงานป่าไม้ย่อยเก่าถูกนายทุนเข้าครอบครองและป้าย โครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนถูกรื้อทำลายไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่เพียงภาพถ่ายบันทึกความทรงจำเก่าๆให้เห็น ซึ่งคนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีชีวิตอยู่ยืนยันว่าในอดีตพื้นที่ น.ส.3 ของนายทุนคนนี้ คือพื้นที่โครงการปลูกป่าชายเลนที่ชาวบ้านได้ร่วมปลูกป่า แล้วจะมาอ้างเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนมานานได้อย่างไร

ทางด้านนายจรัส กำเนิดโทน อายุ 62 ปี ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบางใหญ่ อ่าวทุ่งคา เปิดเผยว่า หลังจาก “ไทยรัฐ” ได้ตีแผ่เรื่องนี้ ล่าสุดมีชาวประมงพื้นบ้าน ต.ตากแดด อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งมีพื้นที่ติดกับ ต.ทุ่งคา จำนวนนับร้อยคน แสดงความจำนงขอร่วมด้วยช่วยกันสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯเนื่องจาก เห็นอกเห็นใจชาวประมงอาชีพเดียวกันที่ถูกนายทุนรังแกฟ้องขับไล่รื้อทำลาย บ้าน ขณะนี้จำนวนสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯจากเดิมมี 60 คน ได้เพิ่มเป็น 200 คนแล้ว สมาชิกบางคนเขียนหนังสือไม่ได้ก็ใช้วิธีพิมพ์ลายนิ้วมือแทนการเซ็นชื่อก็มี ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบางใหญ่ อ่าวทุ่งคา เปิดเผยอีกว่า วันนี้ได้รับโทรศัพท์จาก จนท.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพรโทร.มาแจ้งว่า รอง ผวจ.ชุมพรท่านหนึ่ง นัดหมายให้พวกตนและกลุ่มประมงพื้นบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนไปพบวันที่ 4 ธ.ค.นี้ เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลใหม่ที่ทางจังหวัดไม่ทราบมาก่อน ตนเองและชาวบ้านได้ตอบรับด้วยความยินดีว่าจะเดินทางไปพบและให้ข้อมูลความ เป็นจริงที่เกิดขึ้นและจะนำเรียนรอง ผวจ.ว่าชาวบ้านไม่ต้องการเอกสาร–สิทธิในที่ดินอะไรเลย เพียงแค่ต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไป ตรงมาเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องเอกสารสิทธิ น.ส.3 ที่นายทุนคนนี้อ้างว่าได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินป่าชายเลน จนได้สิทธิครอบครองที่ดินและนำไปสู่การรังแกชาวบ้านที่อาศัยทำกินอยู่ดั้ง เดิมตั้งแต่บรรพบุรุษ

ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อเจ้าของที่ดินและผู้เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังติดต่อไม่ได้ ซึ่งข่าวคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป.

โจ๋ขี่จยย.กลับจากเที่ยวลอยกระทง ระเบิดตูมร่างฉีก ดับ1 สาหัส1

Written on November 26, 2015 at 9:08 am, by admin

2 โจ๋เที่ยวลอยกระทง ขี่จักรยานยนต์กำลังกลับบ้านย่านพุทธมณฑลสาย 2 เกิดระเบิดตูมอีกคนร่างฉีกขาดดับคาที่ ส่วนเพื่อนเจ็บสาหัส ชาวบ้านใกล้เคียงได้ยินเสียงดังสนั่นออกมาดู ตร.คาดซุกประทัดยักษ์ใต้เบาะรถ และระหว่างทางอาจมีการจุดบุหรี่…

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 25 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ธรรมศาลา ได้รับแจ้งเหตุระเบิด บริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 2 ช่วงถนนบรมราชชนนี ตัดศาลาธรรมสพน์ จึงนำกำลังพร้อมอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ทะเบียน 2 กผ 793 กทม. สภาพพังยับเยิน ในที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิต 1 คน ทราบชื่อนายเทพพิทักษ์ ประคูณพูลสิน อายุ 17 ปี และบาดเจ็บอีก 1 คนชื่อนายณัฐวุฒิ เจียมบรรจง อายุ 20 ปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลธนบุรี2

จากการตรวจสอบพบว่าผู้ตายและผู้บาดเจ็บ ขับรถจักรยานยนต์กลับจากทำงานที่โรงงานกล่องไปรษณีย์แล้วแวะเที่ยวงานลอยกระทง มาตามถนนพุทธมณฑลสาย 2 กำลังจะเลี้ยวเข้าบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุเพียง 200 เมตร จู่ๆ ได้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น 1 ครั้ง โดยแรงระเบิดได้ฉีกร่างนายเทพพิทักษ์ ทำให้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ส่วนนายณัฐวุฒิ ได้รับบาดเจ็บบริเวณแผ่นหลังมีอาการสาหัส

ด้านพ.ต.อ.สามารถ พรหมชาติ ผกก.สน.ธรรมศาลา เปิดเผยว่า ผู้ตายน่าจะพกระเบิดปิงปองมา ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ ขณะขับขี่แล้วเกิดระเบิดขึ้น และจากการสอบถามชาวบ้านในละแวกนั้น ก็ให้ข้อมูลว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น จึงได้ออกมาดูจนพบว่ามีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จะเข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง สำหรับการจราจรในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังคงปิดการจราจร 2 ช่องทางซ้าย วิ่งได้ 1 ช่องทางขวา จึงฝากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้ทางหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวด้วย

ในเวลาต่อมาพ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ รอง ผบก.น.7 ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ระบุ ได้มีพยานขับรถตามมาให้การว่า จู่ๆได้มีไฟลุกไหม้ขึ้นมาจากใต้เบาะ หลังจากนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นสนั่นหวั่นไหว 1 ครั้ง จนทั้งรถจักรยานยนต์และคนกระเด็นไปคนละทิศละทาง สันนิษฐานเบื้องต้นคาดว่า ผู้ตายกับเพื่อนเตรียมเอาประทัดยักษ์ไปจุดเล่นในงานวันลอยกระทงโดยใส่ไว้ใต้ เบาะ แต่ระหว่างทางอาจมีใครจุดบุหรี่ หรือเกิดการเสียดสีของประทัด ทำให้เกิดระเบิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะนำชิ้นส่วนประทัดที่เหลือให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบว่าเป็นประทัด ชนิดใด จุดระเบิดแบบไหน และต้องเรียกญาติผู้ตายมาสอบสวนหาสาเหตุการเกิดระเบิดของประทัดต่อไป.

ผู้ว่าฯ ตรังร่วมรอง ผบช.ภ.9 แถลงข่าวจับยาบ้ากว่าแสนเม็ดพร้อมอาวุธสงคราม

Written on November 20, 2015 at 9:42 am, by admin

ผู้ว่าเมืองตรังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวบผู้ต้องหาชาย-หญิง ลำเลียงยาบ้าจากกรุงเทพฯ มุ่ง จ.ตรัง มาทางรถไฟ ก่อนเข้าตรวจค้น พบยาบ้ากว่าแสนเม็ดห่อด้วยพลาสติกกันกระแทกอย่างดี สารภาพถูกจ้างในราคา 5 หมื่นบาท นำของส่งลูกค้าแลกปืนอาก้า ตร.ตามรวบได้อีก 1 ราย

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2558 ที่ สภ.เมืองตรัง นายเดชรัฐ สิมศิริ ผวจ.ตรัง พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบก.ภ.จ.ตรัง พ.ต.อ.ปัญจพล ชำนาญหมอ ผกก.สภ.เมืองตรัง พ.อ.ธวัชชัย รักอาชีพ รอง ผอ.รมน.ตรัง ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดและอาวุธสงคราม

สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 19 พ.ย. 2558 พ.ต.ท.เอกพงษ์ ทั่งจันทร์แดง สว.สส.สภ.เมืองตรัง ร.ต.อ.บรรจบ หนูเหนี่ยว ร.ต.ท.เอกชัย ยอดรักษ์ รอง สว.สส.สภ.เมืองตรัง พร้อมชุดปราบปรามยาเสพติดและชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ได้ร่วมกันจับกุม นายกฤษดา หรือเบียร์ ควนวิไล อายุ 26 ปี ชาวบ้าน ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง และ น.ส.ธนพร หรือเมย์ เต่าทอง อายุ 24 ปี ชาวบ้าน ต.แก่งหางแมว อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 50 มัด มัดละ 10 ถุง ถุงละ 200 เม็ด รวม 100,000 เม็ด


อาวุธสงครามของกลางที่ยึดได้

หลังจากชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลำเลียงยาบ้าจากกรุงเทพฯ เข้าสู่ จ.ตรัง มาทางรถไฟ จึงได้ทำการวางแผนเพื่อจับกุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 08.20 น. รถไฟจากกรุงเทพฯ มาถึง จ.ตรัง เมื่อถึงชานชาลาได้มีวัยรุ่นชายลากกระเป๋าแบบเดินทางลงมาจากรถไฟ และวัยรุ่นหญิงมีท่าทางพิรุธ ตรงกับที่สายลับรายงาน จึงได้ทำการแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่และทำการตรวจค้น

พบยาบ้าดังกล่าวอยู่ในกระเป๋าเดินทาง จึงได้คุมตัวมายัง สภ.เมืองตรัง โดยได้รับสารภาพว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของตนเองจริง ซึ่งได้ว่าจ้างให้รับยาบ้าจำนวนดังกล่าวมาส่งในพื้นที่ จ.ตรัง โดยทำเป็นครั้งแรก ได้ค่าจ้าง 50,000 บาท ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต, เสพสารเสพติดให้โทษ (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม นายคมสัน หรือหมาน หมะเห อายุ 38 ปี ชาวบ่้าน ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พร้อมอาวุธปืนเล็กยาว AK 47 (อาก้า) จำนวน 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาด 7.62 จำนวน20 นัด และซองกระสุนปืนจำนวน 1 ซอง ได้ที่ริมถนนหน้าบ้านทุ่งรีสอร์ต ถนนศรีตรัง 1 ม.3 ต.โคกหล่อ อ.เมือง จ.ตรัง โดยตำรวจชุดจับกุมสืบทราบว่ามีการนัดหมายส่งมอบอาวุธปืนสงครามกันที่ที่เกิด เหตุ จึงได้ไปทำการตรวจสอบ ปรากฏว่าพบรถยนต์ต้องสงสัยจอดอยู่ จึงทำการตรวจค้น และพบอาวุธปืนดังกล่าว ทั้งนี้นายคมสันกำลังนำอาวุธปืนอาก้ามาแลกกับ ยาบ้า จำนวน 10 มัด โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และพกพาอาวุธปืนเข้ามาในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยผิดกฎหมาย.