ไม่มโน! เสก โลโซ โว ธุรกิจไปได้สวย โต้ฟอกเงินยันไม่เคยโกงใคร

Written on August 26, 2015 at 12:55 pm, by admin

เสก โลโซ โว ธุรกิจที่จะสร้างขึ้นกำลังไปได้สวย อยู่ในช่วงวางแผนจัดการและใกล้จะสำเร็จแล้ว โต้ฟอกเงิน บอกเงินทุกบาทที่ได้มา มาจากน้ำพักน้ำแรงตนเอง เมินคนมอง บอกไม่ซีเรียสใครจะพูดอะไรก็พูดไป สาเหตุที่มาทำธุรกิจนั้นเป็นเพราะงานเพลงขายได้น้อย ทุกวันนี้ยังเดินสายเล่นคอนเสิร์ตทุกคืน ชีวิตแฮปปี้ ตั้งแต่โสดมีสาวๆ เข้ามาเยอะ…

กลายเป็นเจ้าพ่อล้านโปรเจกต์ไปแล้ว สำหรับ เสก โลโซ หรือ เสกสรรค์ ศุขพิมาย ที่ล่าสุดวางแผนสร้างร้านสะดวกซื้อ โรงงานทำซองเอกสาร เพื่อรองรับสินค้าที่ตนเองผลิตขึ้น พร้อมกับขายแฟรนไชส์อีกด้วย งานนี้เจ้าตัวบอกทุ่มสุดๆ และที่หันมาทำธุรกิจก็เพราะงานเพลงเริ่มขายได้น้อยลง แต่ก็ยังไม่ทิ้งวงการเพลง อีกทั้งยังได้เปิดค่ายเพลงอีกด้วย ทำทั้งธุรกิจ ทั้งงานเพลง แถมเปิดค่ายเพลง จนหลายคนมองว่า มีแผนอยู่ในมือเยอะขนาดนี้พี่เสกฟอกเงินรึเปล่า??


ใจสั่งมา

ธุรกิจตอนนี้มีเยอะแยะมากมายเลย? “ครับ เมื่อวานนี้ที่เพิ่งผลิตเสร็จก็จะเป็นโลโซดี ก็จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลังนะครับ เหมือนกระทิงแดง เอ็ม150 คาราบาวแดงนี่ล่ะครับ อันนี้ก็เป็นธุรกิจที่ใหญ่โตน่าดู แล้วก็มีน้ำดื่มซึ่งอันนี้มีนานแล้ว เดี๋ยวเดือนหน้าเราจะมีสินค้าของเราประมาณ 7 ตัวด้วยกันนะครับ มีทั้งเอนไซม์โลโซ เสริมสมรรถภาพผู้ชายผู้หญิงด้วย จากนั้นก็จะมีเบียร์โลโซ นี่คือแพลนภายในปีนี้ ปีนี้เป็นปีที่เรียกว่าผมได้วางระบบการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ส่วนปีหน้าเราจะมีเรื่องการตลาดและเรื่องการค้าขายนะครับ” ทำไมถึงหันมาทำธุรกิจ? “ก็เพราะว่าเพลงมันขายได้น้อยมากน่ะครับ ที่ออกมาทำของขายนี่ไม่ได้ทำยากเลย พี่เองเป็นเจ้าของบริษัทพี่ก็สั่งการจ้างลูกน้องที่มีฝีมือมาช่วยจัดการ ไม่ได้ยากเย็น พอเพลงของเราค้าขายไม่ได้ แต่ไม่ใช่ไม่ดังนะ ก็ยังดังอยู่แต่ว่าเนื่องจากเค้ามีไปดูในยูทูปไปดูในเฟสบุ๊กต่างๆ นานากันหมด เพราะฉะนั้นเพลงก็ขายได้น้อยมาก ผมก็เลยมาทำธุรกิจเพื่อที่จะเลี้ยงดูครอบครัวและเลี้ยงดูน้องๆ”


เครื่องดื่มชูกำลังก็มีนะจ๊ะ

ล่าสุดเห็นบอกว่าจะเปิดร้านสะดวกซื้อด้วย​? “นั่นก็คือเป็นที่รองรับสินค้าของโลโซทั้งหมด ในขณะเดียวกันเองก็ขายสินค้าของคนอื่นด้วย เหมือนร้านเซเว่น อีเลฟเว่น, ร้านบิ๊กซี, โลตัส และช็อปต่างๆ เหมือนหมดทุกอย่าง แต่ของเราพิเศษกว่าตรงที่มีขายกีต้าร์ของโลโซ เสื้อผ้าโลโซ นอกจากนั้นก็มีซีดีอะไรต่างๆ ที่รวมอยู่ในโซนเดียวกัน เป็นช็อปของตัวเองเลยและจะขายแฟรนไชส์ทั่วประเทศ ในนั้นก็จะมีขายผลิตภัณฑ์ของเราและของอื่นๆ ด้วย ที่มีขายตามร้านทั่วไป” ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว? “อาทิตย์นี้เสร็จแล้ว ผมก็จะเปิดให้คนเยี่ยมชม เสร็จแล้วก็ขายแฟรนไชส์ ใครซื้อก็เอาคนไปจัดร้านให้สวยงาม และค้าขายธุรกิจกัน สิ่งที่ผมต้องทำร้านนี้เพื่อรองรับสินค้าที่เรามีอยู่ แล้วก็ค้าขายในส่วนอื่นๆ ด้วย เนื่องจากผมไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษอยู่มาพักหนึ่ง ไปอเมริกา ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ฝรั่งเศสบ่อยมาก สิ่งที่ผมเห็นอย่างหนึ่ง คือ ร้านสวยงาม และผมอยากมาพัฒนาให้ประเทศเรามีร้านสวยๆ นอกจากที่คุณเดินไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อทั่วไป ก็อยากให้มันสวยงามด้วย อย่างที่ลาสเวกัส มีรูปเอลวิส เพรสลี่อยู่ ร้านเราก็เป็นรูปเสก โลโซอยู่”


ใกล้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว

จุดเด่นของร้านเราคืออะไร? “มีทุกอย่างเหมือนร้านสะดวกซื้อทั่วไป และมีสินค้าของโลโซ มีกีต้าร์ ซีดีของผมและของคนอื่นด้วย เสื้อผ้า ไอเดียของช็อปอันนี้ผมนำมาจากร้านของ บีทเทิลช็อป ที่อังกฤษ เพราะฉะนั้นนอกจากขายสินค้าโลโซแล้ว เราก็มีขายของทั่วไป สามารถไปซื้อน้ำ ไปซื้อขนมปัง ซื้อถุงยางอนามัย” หลังจากที่เราลงเฟซบุ๊กแล้ว แฟนๆ ให้การตอบรับยังไงบ้าง? “ดีครับ ร้าน โลโซ ทเวนตี้ทู ผมเคยจะขายแฟรนไชส์มาตั้งนานแล้ว แต่ผมต้องระงับไว้ก่อน เนื่องจากว่าร้านมันยังไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นสิ้นเดือนนี้สบายมาก ใครอยากซื้อแฟรนไชส์ผมก็ตกลงราคากันและมาดูร้าน ถ้าโอเคแล้วผมจะจัดคนไปสร้าง” ร้านต้นแบบทุ่มงบประมาณเท่าไหร่? “น่าจะจ่ายไปประมาณ 2 ล้านกว่าบาทครับ แต่ร้านของคนที่จะมาซื้อแฟรนไชส์ผม ราคาก็คงจะลดน้อยไปนิดนึง เพราะคนที่จะมาซื้อเค้าก็ต้องการกำไร ค้าขาย แต่ในขณะเดียวกันผมก็ต้องทำให้สวยด้วยเพราะมาตรฐานของร้านเรา” ธุรกิจโทรศัพท์มือถือถึงไหนแล้ว? “ตอนนี้ก็ดำเนินการอยู่ จริงๆ เดือนหน้าก็ขายได้แล้ว ผมกลัวว่า สตีฟ จอบส์ จะมาฟ้องผม ขี้เกียจมีปัญหาเลยส่งแก้ไข เพราะตอนแรกผมทำในรูปแบบไอโฟน 6 แต่กลัวโดนฟ้องเลยสั่งแก้ไข”


โลโซทเวนตี้ทู

ทำธุรกิจเยอะแบบนี้หลายคนมองว่าเราฟอกเงิน? “ห๊ะ!! พี่ฟอกเงินเหรอ?? พี่ไม่ได้มีเงินเยอะแยะขนาดนั้น คือ ผมไม่ได้ไปทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และไม่ได้ไปทำอะไรคดโกงใครนี่ไม่มีแน่นอนนะครับ คือการที่พี่ทำธุรกิจ เพราะว่าแบรนด์ของพี่มันแข็งแรงมาก ในประเทศนี้ประชาชนคนไทยมี 60 ล้านคน อย่างน้อยต้องมี 80-90% ที่รู้จักโลโซแน่นอน เพราะฉะนั้นแบรนด์เราแข็งแรงมาก ผมก็ทำธุรกิจค้าขาย ไม่ได้ทำอะไรมากเลย ผมก็เอาเงินที่ทุนไปซื้อของมาและเก็บเอาไว้ไปทำการกุศล ไปแจกจ่ายคนอื่นบ้างแล้วที่เหลือก็อาจพอไปเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้บ้างครับ” นอยด์ไหมที่คนมองแบบนี้? “โอ๊ย ผมไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว คนเค้าจะพูดอะไรก็พูดได้ คุณต้องมีหัวใจที่เข้มแข็ง ไม่ต้องไปแคร์ใครหรอก คือเราไม่ได้ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ส่วนคนที่อยากจะมาร่วมธุรกิจกันมาร่วมกันได้ สบายมากครับ” เรามองเป้าความเติบโตขอการขายแฟรนไชส์ไว้ประมาณเท่าไหร่? “ปีหน้าผมตั้งเป้าไว้ว่า ผมจะมีกำไรสักพันล้านสองพันล้านครับ เพราะการทำธุรกิจของผมมันไม่ใช่เล็กๆ ธุรกิจเบียร์เนี่ยมูลค่าในไทยทั้งสิ้น คือแสนสองหมื่นห้าพันล้านบาท ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังสามหมื่นห้าพันล้านบาท ถ้าคิดเป็น 10% ก็จะเป็นประมาณหลายหมื่นล้าน และผมก็มีน้องๆ เป็นศิลปิน มีค่ายเทป สิ่งที่ผมรัก คือการทำค่ายเพลงเพราะผมเป็นนักร้อง การทำธุรกิจก็ต้องทำเพราะต้องมาเลี้ยงดูลูกน้อง ก็จะมีหลายสิ่งหลายอย่างไปพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง พอผมทำธุรกิจได้ก็จะต้องเอาไปคืนสู่สังคม”


พี่เสกโชว์พรีเซนต์การเปิดตัวของโทรศัพท์โลโซ

โทรศัพท์โลโซ ตอนนี้อยู่ในช่วงปรับแก้ไข รอสักพักนะทุกคน

ผมกลัวสตีฟ จอบส์ ฟ้อง ขอไปปรับแก้ก่อนนะ

เพลงก็จะออกมาเรื่อยๆ ใช่ไหม? “เพลงผมก็จะออกมาทุกปี ปีหนึ่งก็จะออกปีละชุด ตั้งใจว่าจะมีชุดพิเศษชุดหนึ่ง ตอนนี้ในค่ายก็มีศิลปินอยู่ 5 วงด้วยกัน ทุกสิ่งที่ผมทำก็มีการจัดวางแพลนอย่างดี แม้ว่าผมจะไม่ได้ลงไปทำเองก็ให้ลูกน้องที่มีความสามารถจัดการให้” ทุกวันนี้ยังทัวร์คอนเสิร์ตทุกคืนเหมือนเดิมไหม? “ทัวร์ทุกคืน เมื่อคืนก็ไปเล่นมา ก็มีสาวๆ เยอะแยะเต็มไปหมด น่ารักดี อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมมีความสุข” แฟนคลับยังเหนียวแน่นเหมือนเดิม? “เยอะมาก ผมรู้สึกว่าตั้งแต่ผมเลิกกับเมียผม สาวๆ จะเยอะมากกว่าเดิมอีก สมัยก่อนตอนที่เล่นคอนเสิร์ตผู้ชายผู้หญิงจะเท่าๆ กัน เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกสาวๆ จะเยอะขึ้น เพราะเมื่อก่อนนี้เมียผมจะไปแทบทุกคอนเสิร์ต ก็จะไปยืนมอง เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว” ตอนนี้โสด แฮปปี้? “ครับ แฮปปี้ดี ก็อาจจะมีกุ๊กกิ๊กบ้างแต่ถือว่าเป็นโสดอยู่ คือไม่มีใครเป็นเจ้าของหัวใจของผมคนเดียว ส่วนกุ๊กกิ๊กนี่ก็มาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ เพราะผมเป็นผู้ชาย (ยิ้ม)”.


เจ้าพ่อล้านโปรเจกต์จริงๆ

ผบ.ตร.ตรวจบึมราชประสงค์ มั่นใจจับคนร้ายได้ ยันการข่าวไม่บกพร่อง

Written on August 18, 2015 at 7:34 am, by admin

ผบ.ตร. รุดตรวจที่เกิดเหตุระเบิด บริเวณแยกราชประสงค์ ร่วมกับหน่วยอีโอดี เผยยังระบุชนิดระเบิดที่ใส่กล่องพัสดุราคาถูกไม่ได้ แต่เชื่อว่ามุ่งเอาชีวิต  มั่นใจจับตัวคนร้ายได้ ยันการข่าวไม่บกพร่อง

วันที่ 18 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศบริเวณสี่แยกราชประสงค์ จุดเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดแสวงเครื่องบริเวณริมรั้วของ ศาลพระพรหม เอราวัณ แยกราชประสงค์ ว่า ตำรวจ ทหาร ยังคงตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และกันพื้นที่ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปใกล้จุดเกิดเหตุ

จาก นั้น เมื่อเวลา 06.00 น. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ และตรวจวัตถุระเบิด หรือ EOD ทหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบ

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบว่า จากการตรวจสอบขณะนี้ ยังไม่ยืนยันได้แน่ชัดว่า ระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นระเบิดชนิดใด แต่ระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดแรงดันสูง มุ่งหมายเอาชีวิตอย่างแน่นอน เนื่องจากดูจากการเลือกสถานที่เวลาเกิดเหตุ

ส่วนการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ทั้งของ กทม. และเอกชน โดยขอใช้เวลาทำงานสักระยะหนึ่ง ส่วนในที่เกิดเหตุเก็บพยานหลักฐานได้น้อย เนื่องจากการทำงานของระเบิดสมบูรณ์ เผาไหม้ทุกอย่างหมดไป


เหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงสาเหตุว่า เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง เพราะต้องรอผลการสอบสวนรอพยานหลักฐานทุกด้าน ยังไม่ขอด่วนสรุปว่าเป็นคนไทยหรือต่างชาติที่ก่อเหตุในครั้งนี้ ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะสามารถติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้ได้อย่างแน่นอน ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้มีการกำชับสั่งการให้เฝ้าระวังอย่างเต็มที่ และในเวลาประมาณ 07.00-07.30 น. นายกรัฐมนตรี จะประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย

อย่างไรก็ตาม ผบ.ตร. ยืนยันว่า การข่าวของเจ้าหน้าที่ไม่บกพร่อง และมีการประสานหน่วยงานความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศ แต่ยอมรับว่าพื้นที่กว้าง การเฝ้าระวังทำด้วยความยากลำบาก ส่วนผู้ก่อเหตุได้มุ่งก่อเหตุตลอดเวลา ทำให้มีช่องว่าง พร้อมขอประณามกลุ่มผู้ก่อเหตุ และขอโทษประชาชน รวมถึงขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

จากนั้น พล.ต.อ.สมยศ พร้อมด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ, ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี ประชุมศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปก. พร้อมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อรายงานต่อหน่วยงานความมั่นคง สรุปสถานการณ์เหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์เมื่อคืนนี้

ในที่ประชุมมีการรายงานยอดผู้เสียชีวิตขณะนี้จำนวน 20 คน แบ่งเป็นคนไทย 5 คน, ชาวจีน 2 คน, ฮ่องกง 2 คน, มาเลเซีย 2 คน, สิงคโปร์ 1 คน และยังไม่ทราบสัญชาติอีก 8 คน โดย เป็นชาย 2 หญิง 5 และเด็กหญิง 1 คน

ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ 125 คน แบ่งเป็นชาวจีน 28 คน, มาเลเซีย 2 คน, ฮ่องกง 2 คน, ไทย 42 คน, ญี่ปุ่น 1 คน, สิงคโปร์ 2 คน, อินโดนีเซีย 1 คน, ฟิลิปปินส์ 1 คน, โอมาน 1 คน, มัลดีฟส์ 1 คน, กาตาร์ 1 คน และยังไม่ทราบสัญชาติอีก 43 คน

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวก่อนการประชุมว่า ประเด็นการก่อเหตุยังไม่สามารถตัดประเด็นใดทิ้งได้ ขอเวลาตรวจสอบ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวการก่อเหตุครั้งนี้มีเป้าหมายเป็นชาวจีน จากประเด็นที่ไทยส่งผู้อพยพชาวอุยกูร์ไปให้ประเทศจีน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่ายังไม่พบความเชื่อมโยง เพราะผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไม่ได้มีเฉพาะชาวจีนเท่านั้น

ทั้งนี้ มีรายงานจากหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ อีโอดี ว่า วัตถุระเบิดที่คนร้ายใช้ก่อเหตุครั้งนี้ เป็นได้ทั้งชนิดทีเอ็นที หรือซีโฟร์ เป็นระเบิดที่ทำงานสมบูรณ์แบบ โดยไม่ทิ้งร่องรอยหลักฐาน ที่เกิดเหตุยังพบลูกปลายลักษณะกลมคล้ายลูกปืนรถจักรยานมีความกว้าง 0.6 มม. เป็นส่วนประกอบระเบิด ส่วนระเบิดมีน้ำหนัก 3-5 ปอนด์ สันนิษฐานว่า ระเบิดน่าจะประกอบจากต่างประเทศ ส่วนการจุดชนวนคาดว่าตั้งเวลาไว้.

สองแถวรับ-ส่ง นร. เสียหลัก เจ็บระนาวเกือบ 20 ยังดี ไร้สาหัส-ตาย

Written on August 8, 2015 at 3:49 am, by admin

‘สงขลา’อุบัติเหตุรถสองแถวรับส่งนักเรียน หักหลบรถคู่กรณีรถบรรทุกกล่องกระดาษ จนเสียหลักตกคูน้ำข้างทาง ทำนักเรียนเจ็บระนาว กว่า 20 คน โชคดีไม่มีใครอาการสาหัสหรือเสียชีวิต

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 7 ส.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา ไปตรวจสอบอุบัติเหตุมีรถสองแถวสายสงขลา-ม่วงงาม ทะเบียน 10-3610 สงขลา ซึ่งบรรทุกนักเรียนมาเต็มคันรถ เกือบ 30 คน เสียหลักพุ่งตกลงไปในคูน้ำข้างทาง ริมถนนกาญจวนิช เส้นทางสงขลา-หาดใหญ่ หน้าร้านอาหารขามคู่ ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา เป็นเหตุให้นักเรียนทั้งหญิงและชายได้รับบาดเจ็บกว่า 20 คน และบางคนกระเด็นตกจากรถ เจ้าหน้าที่ศูนย์นเรนทร และหน่วยกู้ชีพสงขลา ต้องช่วยกันนำตัวส่งโรงพยาบาลสงขลา โดยบาดเจ็บคนละเล็กคนละน้อย บางคนหัวแตกจากแรงกระแทก มีแผลถลอก และฟกช้ำ แต่โชคดีที่ไม่มีนักเรียนคนใด ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังปฐมพยาบาลเสร็จแล้ว แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้


นร.ที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวมาส่งที่รพ.

จากการสอบสวน นายไฝ่ศร โพธิรักษ์ อายุ 24 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถสองแถวรับส่งนักเรียน และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย บริเวณริมฝีปาก เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ขณะเกิดเหตุได้รับนักเรียนทั้งหมดจากหลายโรงเรียน กลับจากสนามกีฬาติณสูลานนท์ เขตเทศบาลนครสงขลา เพื่อจะไปส่งในพื้นที่ ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร


โชคดี ที่ไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิต

เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นจุดกลับรถ ได้มีรถกระบะเลี้ยวตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ตนจึงได้หักหลบเพื่อไม่ให้ไปชน เพราะ อาจะทำเกิดอุบัติเหตุรุนแรง แต่รถได้เสียหลักพุ่งตกลงไปในคูน้ำข้างถนน ทำให้เด็กนักเรียนที่นั่งมากับรถได้รับบาดเจ็บดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสงขลา ได้มาตรวจที่เกิดเหตุและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และจะเชิญคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มาสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง

ปิดตำนานลี้ลับ! เนปาลเลิกบูชายัญเลือด ชี้ 10 ข้อพิธีเก่าแก่ ‘ทำไม’ ถึงต้องฆ่า?

Written on August 4, 2015 at 6:50 am, by admin

Cr. ไทยรัฐ

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของเนปาล นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล แน่นอนล่ะว่า ‘แผ่นดินไหว’ เป็นภัยธรรมชาติ และมีคำอธิบายเกี่ยวกับการเกิดของมันในทางวิทยาศาสตร์ แต่ในอีกมุมหนึ่งของความเชื่อทางศาสนา หลายคนก็ปักใจว่า นั่นเป็นผลพวงจากการ ‘บูชายัญ’ ของชาวเนปาล

แต่ล่าสุด มีการรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า ทางการเนปาลได้มีคำสั่งยกเลิกประเพณีดังกล่าวแล้ว หลังจากที่ประเพณีนี้ถูกปฏิบัติต่อกันมานับร้อยๆ ปี โดยให้เหตุผลว่า ทางการไม่อยากให้บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ต้องมาสังเวยชีวิตแบบไร้จุดหมายเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก แต่ยังมีเวลาอีก 4 ปีในการโน้มน้าวประชาชน ให้ไม่ต้องสังเวยชีวิตสัตว์เพื่อทำให้เทพเจ้าพอใจอีกต่อไป

อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเราชาวพุทธไปสักหน่อย บางคนไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะมีอยู่จริงด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดการทำร้ายทารุณสัตว์ในพิธีกรรมดังกล่าวก็ได้ยุติลงแล้ว ในโอกาสนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอพาคุณไปรู้จักพิธีเก่าแก่นี้กันว่ามีความเป็นมาอย่างไร พวกเขามีความเชื่ออย่างไร ทำไมจึงเกิดการบูชายัญขึ้นมานานถึง 400 ปียืดเยื้อยาวนานเหมือนฟิล์มยืดพันพาเลท

ถ้าพร้อมแล้ว ตามมาอ่านกันเลย

1. พิธีบูชายัญสังเวยชีวิตสัตว์ให้เทพเจ้านี้ เรียกกันว่า เทศกาลคฒิมาอี (Gadhimai festival) เป็นพิธีบูชายัญที่จัดขึ้นทุก 5 ปีที่วัดคฒิมาอี เมืองพริยารปุระ อำเภอพารา ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 160 กิโลเมตร ของเมืองหลวงกาฐมาณฑุ ทางภาคใต้ของประเทศเนปาล ใกล้ชายแดนอินโดฯ-เนปาล และติดกับรัฐพิหาร (ประเทศอินเดีย) โดยมีผู้เข้าร่วมเทศกาลนี้จำนวนมาก ประมาณ 2.5-5 ล้านคนเลยทีเดียว


เป็นพิธีที่ฆ่าสัตว์นับแสนๆ ชีวิต

2. เทศกาลนี้มีการเฉลิมฉลองเป็นหลักโดยชาวมะเทสี และชาวรัฐพิหาร โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์บูชายัญครั้งใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย ควาย, หมู, แพะ, ไก่, หนู และนกพิราบ รวมแล้วครั้งละ 2.5 แสนตัวต่อการจัดงาน 1 ครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อการเซ่นสังเวยให้แก่ ‘เจ้าแม่คฒิมาอี’

3. เจ้าแม่คฒิมาอี เป็นเทพองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู เป็นเทพีแห่งอำนาจ ผู้ที่ฆ่าสัตว์บูชาเจ้าแม่ มีความเชื่อว่าเจ้าแม่จะช่วยให้ยุติสิ่งเลวร้าย และนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ในเมืองปาริยะปุระ ทางตอนใต้ของประเทศเนปาล บริเวณชายแดนติดกับประเทศอินเดีย ต่างให้ความเคารพบูชาอย่างมาก เพราะเชื่อว่าเจ้าแม่จะดลบันดาลให้ผู้ที่บูชาประสบความสำเร็จ สมปรารถนา

4. เทศกาลคฒิมาอี มีต้นกำเนิดมาจากชายที่ชื่อ บากวัน ชาอุดาห์รี เจ้าของบ้านในระบบศักดินา ซึ่งถูกจองจำอยู่ในป้อมมักวันปูร์ เมื่อราว 260 ปีก่อน ในระหว่างที่ถูกจองจำนั้นเองเขาเกิดฝันว่า เจ้าแม่คฒิมาอีได้มาโปรด และทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเขาจะได้รับการแก้ไข หากทำการบูชาเจ้าแม่โลหิต


ล่าสุด ทางการเนปาลสั่งยกเลิกพิธีนี้แล้ว

5. ต่อมา ชายคนดังกล่าวก็เป็นอิสระ เขาก็ได้ไปขอคำปรึกษาจากผู้หยั่งรู้ในหมู่บ้าน ก่อนจะจัดพิธีบูชายัญด้วยโลหิตขึ้น ด้วยการกรีดเลือดจาก 5 ส่วนในร่างกายของตัวเองมาบูชาเจ้าแม่คฒิมาอี โดยว่ากันว่าขณะทำพิธีนั้นได้เกิดปรากฏแสงไฟอยู่ภายในไหใบหนึ่งด้วย

6. แม้ว่าจะเป็นประเพณีเก่าแก่ ที่มีการปฏิบัติสืบต่อกันมานาน 400 ปี แต่ก็มีการแจ้งประท้วงต่อเทศกาลนี้เป็นจำนวนมากโดยกลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์ และชาวเนปาลที่นับถือฮินดูจากภูมิภาคฮิลล์อยู่ตลอดเวลา

7. จากความโหดร้ายทารุณของพิธีดังกล่าว ทำให้มีคนบางกลุ่มบางศาสนาเชื่อกันว่า ผลกรรมจากการคร่าชีวิตสัตว์อย่างมหาศาลนี้ อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศเนปาลครั้งล่า สุด


เรียกร้องให้เลิกพิธีอันทารุณนี้

8. คนในวงการบันเทิงก็งานเข้าจากเหตุการณ์นี้ โดยนางแบบสาว โย ยศวดี ก็เคยได้กล่าวถึงพิธีกรรมนี้ของชาวเนปาลผ่านอินสตาแกรม และก็ถูกโยงใยประเด็นที่เธอพูดเข้ากับเหตุการณ์แผ่นดินไหวว่าเกิดจากการฆ่า สัตว์เพื่อสังเวยเทพเจ้าของชาวเนปาล นำมาสู่ความหายนะ ซึ่งครั้งนั้นก็เป็นกระแสถกเถียงกันถึงประเด็นนี้ในโลกโซเชียลอย่างเผ็ดร้อน ทีเดียว

9. ล่าสุด ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 (พ.ศ.2558) เทศกาลคฒิมาอีได้รับการประกาศห้ามจากรัฐบาลเนปาลแล้ว โดยมีนักสิทธิสัตว์ ออกมาเปิดเผยว่า เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่เนปาลยุติการเชือดสัตว์ครั้งนี้ หลังพยายามอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนใจคณะกรรมการของวัด และรัฐบาลเนปาลมานานหลายปี นับเป็นชัยชนะของบรรดานักสิทธิสัตว์เลยก็ว่าได้


นักสิทธิสัตว์ออกมาเคลื่อนไหว

10. จากเดิมที่พิธีนี้เคยคร่าชีวิตสัตว์ต่างๆ ไปครั้งละหลายแสนชีวิต การที่ทางการเนปาลสามารถยุติพิธีกรรมนี้ได้ ก็คาดว่าจะช่วยชีวิตสัตว์ได้เป็นล้านๆ ตัว

ที่มาข้อมูล : th.wikipediakapookmthai

ดำดินยันบินขึ้นฟ้า!! 5 สุดยอดการแหกคุกบันลือโลก

Written on July 24, 2015 at 7:14 am, by admin

(ภาพ: REUTERS)

เรือนจำน่าจะเป็นสถานที่ที่ยากแก่การหลบหนีมากที่สุด แต่ก็ยังคงมีข่าวนักโทษสามารถแหกคุกออกมาได้หลายต่อหลายครั้ง ด้วยวิธีการที่ทั้งพิสดารหรือสุดแสนจะธรรมดาแต่ไม่มีใครคาดคิด

เหตุการณ์แหกคุกอันโด่งดังที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด คือการหลบหนีด้วยอุโมงค์ใต้ดินของราชายาเสพติดแห่งประเทศเม็กซิโก ซึ่งเกิดขึ้นไม่ถึง 2 เดือนหลังจากการแหกคุกด้วยเครื่องทุ่นแรงของฆาตกร 2 คนในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยทั้งคู่ใช้เครื่องมือตัดกำแพงเหล็กและหนีออกไปทางท่อระบายน้ำ

แต่ทั้ง 2 เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเพียงการแหกคุกทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในโลก แต่ยังมีอีกหลายกรณี และต่อไปนี้คือ 5 เหตุการณ์แหกคุกที่แปลกประหลาดไปจนถึงน่าเหลือเชื่อที่สุดในโลก

1. สามีภรรยาวูฌัวร์เหินเวหา


มิเชล วูฌัวร์ (ภาพ: AFP)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนพ.ค. ปี 1986 เมื่อนางนาดีน วูฌัวร์ หญิงชาวฝรั่งเศสตัดสินใจที่จะพา มิเชล สามีซึ่งกำลังติดคุกยาวในข้อหาพยายามฆ่าและใช้อาวุธปล้นทรัพย์ ออกจากเรือนจำในกรุงปารีส เธอจืงเข้าเรียนขับเฮลิคอปเตอร์เพื่อการนี้โดยเฉพาะ

นางนาดีนลงมือในวันที่ 26 พ.ค. โดยนำเฮลิคอปเตอร์ไปจอดรอสามีอยู่บนดาดฟ้าเรือนจำ ในขณะที่มิเชลใช้ลูกท้อซึ่งทาสีให้คล้ายกับระเบิดมือ ข่มขู่เจ้าหน้าที่และสามารถฝ่าไปหาเธอได้สำเร็จ จากนั้นทั้งคู่นั่งเฮลิคอปเตอร์หนีไปยังสนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง ก่อนจะลงจอดและเปลี่ยนไปขึ้นรถยนต์แล้วหลบหนีไป อย่างไรก็ตาม โชคของทั้งคู่หมดลงในเวลาไม่นาน นางนาดีนถูกจับตัวที่เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ขณะที่นายมิเชลถูกยิงที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างปล้นธนาคาร จนอยู่ในอาการโคม่าไประยะหนึ่ง และเมื่อฟื้นขึ้นมาก็ต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดเพื่อขยับแขนขาให้ได้อีก ครั้ง

ในที่สุดนายมิเชลก็ได้รับการปล่อยตัวจริงๆ ในปี 2003 หลังจากติดคุกมานาน 27 ปี ต่อมาในปี 2009 เรื่องราวของเขายังถูก ฟาเบียง โกเด ผู้กำกับและนักเขียนบทภาพยนตร์หญิงชาวฝรั่งเศสนำไปสร้างเป็นสารคดี ซึ่งเข้าชิงรางวัลซีซาร์ ประจำปี 2010 ด้วย

2. ปาสกาล ปาเย นักหลบหนีด้วยเฮลิคอปเตอร์


ปาสกาล ปาเย (ภาพ: AFP)

ดูเหมือนว่านักโทษชาวฝรั่งเศสจะนิยมใช้เฮลิคอปเตอร์ในการแหกคุก และผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดคงหนีไม่พ้น ปาสกาล ปาเย ผู้ใช้เฮลิคอปเตอร์หลบหนีออกจากเรือนจำถึง 3 ครั้ง

ชายชาวฝรั่งเศสผู้นี้เกิดเมื่อปี 1963 ถูกจับกุมที่กรุงปารีสเมื่อ ม.ค. ปี 1999 ในข้อหาฆาตกรรมและใช้ความรุนแรง และถูกส่งเข้าเรือนจำในหมู่บ้านลูอีน ทางใต้ของฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 ต.ค. 2001 เขาหลบหนีออกจากเรือนจำแห่งนี้ได้สำเร็จด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่เพื่อนของเขาไฮ แจ็คมา และต่อมาในวันที่ 14 เม.ย. 2003 นายปาเยก็ใช้เฮลิคอปเตอร์กลับมาช่วยเหลือเพื่อนๆ 3 คนที่ถูกจับพร้อมกับเขาเมื่อปี 1999 ออกจากเรือนจำลูอีน แต่ทั้งหมดก็ถูกจับกุมในอีก 3 สัปดาห์ต่อมา

ในเดือน ม.ค. 2005 นายปาเยถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 30 ปีในข้อหาฆาตกรรม และอีก 13 ปีจากการแหกคุก 2 ครั้งที่ผ่านมา เมื่อถึงปี 2007 นายปาเยก็ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการให้เป็น นักโทษภายใต้การควบคุมดูแลสูงเป็นพิเศษ โดยเขาจะไม่อยู่ในเรือนจำเดิมเกิน 6 เดือน และถูกแยกขังเดี่ยว แต่ถึงกระนั้น ในวันที่ 14 ก.ค. ปีเดียวกัน ชายสวมหน้ากาก 4 คนฉวยโอกาสในงานฉลองวันบัสตีย์ หรือวันชาติฝรั่งเศส จี้เฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือนายปาเยออกจากห้องขังเดี่ยวของเรือนจำเมืองกรา ส ทางใต้ของประเทศได้สำเร็จ

แต่สุดท้าย นายปาเยก็จนมุม ถูกจับกุมตัวอีกครั้งที่เมืองมาตาโร ประเทศสเปนในวันที่ 21 ก.ค. 2007 และถูกส่งตัวกลับฝรั่งเศสพร้อมกับพวกอีก 2 คน และครั้งนี้ศาลสั่งจำคุกเขาโดยไม่เปิดเผยสถานที่คุมขังด้วยเหตุผลทางด้าน ความปลอดภัย และพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่มีการปล่อยตัวก่อนกำหนด จากข้อหาใช้ความรุนแรงกับตำรวจ, ใช้อาวุธปล้นทรัพย์ และแหกคุกหลายกระทง

3. แหกคุกกลางทะเล อัลคาทราซ


ทัณฑสถาน อัลคาทราซ (ภาพ: AFP)

ทัณฑสถานแห่งชาติ อัลคาทราซ ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขังนักโทษอันตรายเอาไว้บนเกาะ ซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยคลื่นทะเลและอากาศหนาวเย็น เพื่อให้พวกเขาไม่มีโอกาสหลบหนีออกไปได้ แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อนักโทษ 3 คนได้วางแผนการอันแนบเนียนจนสามารถหลบหนีออกจากทัณฑสถานแห่งนี้ได้สำเร็จ

ในช่วงปี 1960 แฟรงค์ มอร์ริส กับ 2 พี่น้อง จอห์นและคลาเรนซ์ แองกลิน และอัลเลน เวสต์ ผู้มีประวัติอาชญากรรมมาอย่างโชกโชน วางแผนหลบหนีออกจากอัลคาทราซเป็นเวลา 2 ปี หลังจากพวกเขาพบว่าผนังคอนกรีตที่อยู่ขอบๆ ช่องลม ขนาด 6×9 นิ้ว ใต้อ่างล้างหน้าในห้องขังนั้นจะเปื่อยยุ่ยกว่าผนังส่วนอื่น จึงใช้อุปกรณ์เท่าที่จะหาได้ เช่น ช้อนโลหะ เหรียญ สว่านที่ทำจากมอเตอร์เครื่องดูดฝุ่น เป็นเครื่องมือในการเจาะผนัง พวกเขายังทำฉากที่ลงสีให้คล้ายกับผนังจริงบนกล่องไปรษณีย์ราคาถูกปิดบังไว้ เพื่อไม่ให้ผู้คุมเห็นร่องรอยของการเจาะ และมีแสงมืดสลัวในห้องขังยังช่วยอำพรางอีกชั้นด้วย

พวกเขายังแอบซ่อนหินเจียรจากห้องช่างในชั่วโมงฝึกงาน เพื่อไปฝนให้หมุดโลหะที่ยึดตะแกรงเหล็กนั้นหลุดออกจากช่องคอนกรีต แล้วก็ใช้สบู่อุดรูให้ดูเหมือนกับหมุดยังอยู่ตามปกติ, ขโมยเสื้อกันฝนกว่า 50 ตัวไปสร้างเป็นแพ และทำเปเปอร์มาเช่รูปคนขนาดเท่าคนจริงและติดผมของมนุษย์จริงๆ ที่เก็บมาจากร้านตัดผมในเรือนจำ เพื่อตบตาผู้คุมที่มาออกตรวจห้องขังตอนกลางคืนว่าพวกเขายังคงนอนอยู่บนเตียง แต่ที่จริงพวกเขาได้หลบหนีไปทางช่องด้านหลังห้องขังผ่านทางช่องลมที่ขุดเอา ไว้แล้ว

แผนการทั้งหมดได้รับการเปิดเผยโดยอัลเลน เวสต์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้วางแผนแต่หลบหนีไม่สำเร็จในวันลงมือจริงเมื่อ 11 หรือ 12 มิ.ย. 1962 เนื่องจากถอดตะแกรงกั้นช่องลมไม่ทัน ขณะที่คนอื่นๆ หลบหนีไปจากเกาะด้วยแพที่ประดิษฐ์ขึ้น โดยแพนี้ถูกพบที่เกาะแองเจิลซึ่งอยู่ในอ่าวเดียวกันกับเกาะอัลคาทราซ โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าทั้ง 3 คนรอดชีวิตจากทะเลหรือไม่ แต่หลายสิบปีต่อมา เอฟบีไอก็เชื่อว่าทั้งนายมอริสและพี่น้องแองกลินจมน้ำเสียชีวิตในทะเลไปแล้ว เนื่องจากไม่มีรายงานพบร่องรอยของทั้ง 3 คนเลย

4. แหกคุกพิสดารด้วยโยคะ

นายชอย กาบ-บก ชาวเกาหลีใต้ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การฝึกโยคะเป็นมากกว่าการออกกำลังกายหรือการผ่อนคลาย เมื่อเขาใช้มันในการหลบหนีออกจากห้องขังของสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในเมืองแทกุ เมืองขนาดใหญ่ลำดับ 4 ของเกาหลีใต้

นายชอยผู้ฝึกฝนโยคะมานานกว่า 23 ปี ถูกตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ปี 2012 ฐานเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นทรัพย์ ก่อนถูกควบคุมตัวในห้องขังของสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในเมืองแทกุ และหลังจากถูกคุมขังมานาน 5 วัน นายชอยผู้มีความสูง 165 ซม.ก็ตัดสินใจหลบหนีในช่วงเช้ามืดวันที่ 17 ก.ย. โดยฉวยโอกาสที่ตำรวจหลบ ชโลมร่างกายท่อนบนด้วยน้ำมันนวดตัวแล้วมุดออกจากช่องส่งอาหารที่ประตูห้อง ขัง ซึ่งมีความสูงเพียง 15 ซม. และกว้างเพียง 45 ซม.ได้สำเร็จภายในเวลาแค่ 34 วินาที

ที่ร้ายกาจกว่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คุมรู้ตัวเร็วเกินไป เขายังจัดฉากเตียงของเขาให้คล้ายกับว่ายังมีคนนอนอยู่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ตำรวจระดมกำลังตามล่าอย่างหนักและสามารถตามจับกุมนายชอยได้ในอีก 6 วันต่อมา และถูกนำไปคุมขังในห้องที่มีช่องส่งอาหารเล็กกว่าเดิม

5. ราชายาเสพติดแหกคุกความมั่นคงสูงสุด 2 ครั้ง


ฮัวคิน กุซมัน เอล ชาโป (ภาพ: AP)

หากพูดถึงการแหกคุก เป็นไปไม่ได้เลยที่เรื่องของ ฮัวคิน กุซมัน ผู้มีฉายาว่า เอล ชาโป ซึ่งแปลว่า เจ้าเตี้ย จะไม่ถูกยกขึ้นมากล่าวถึง เพราะราชายาเสพติดแห่งแก๊งซินาโลอาอันทรงอิทธิพลในเม็กซิโกรายนี้ สามารถแหกคุกเรือนจำความมั่นคงสูงสุดของเม็กซิโกได้ ไม่ใช่แค่ 1 แต่เป็น 2 ครั้งแล้ว

เอล ชาโป ถูกจับกุมตัวครั้งแรกเมื่อปี 1993 และถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลา 20 ปี 9 เดือน และถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำความมั่นคงสูงสุด หลายแห่งจนกระทั่งถูกส่งไปเรือนจำความมั่นคงสูงสุดในเมือง อัลโมโลยา เด ฮัวเรซ ในรัฐเม็กซิโก ในปี 1995 ซึ่งเขาดำเนินแผนการหลบหนีจากเรือนจำแห่งนี้ในวันที่ 19 ม.ค. ปี 2001 โดยติดสินบนผู้คุมหลายคนให้เปิดประตูไฟฟ้าของห้องขังให้แก่เขา ก่อนจะเข้าไปซ่อนตัวบนรถเข็นใส่ผ้าสำหรับซักรีด และถูกขนไปขึ้นรถบรรทุกออกนอกเมือง ไปยังปั๊มแก๊สแห่งหนึ่งก่อนที่นายกุซมันจะเดินเท้าหลบหนีไปในคืนนั้น

ตำรวจเม็กซิโกระบุว่า กุซมันวางแผนหลบหนีเป็นอย่างดีโดยใช้อิทธิพลครอบงำเกือบทุกคนในเรือนจำแห่ง นี้ รวมทั้งผู้อำนวยการเรือนจำ ซึ่งขณะนี้ถูกขังคุกเพราะช่วยเอล ชาโปหลบหนี ผู้คุมคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้แจ้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนจำถูกพบเป็นศพในปี ต่อมา ขณะที่ตำรวจในรัฐฮาลิสโกซึ่งอยู่ติดกับรัฐเม็กซิโกยังได้รับเงินสินบนเพื่อ รับประกันว่านายกุซมันจะมีเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงเพื่อหนีออกนอกรัฐ การหลบหนีครั้งนี้ กุซมันใช้เงินไปถึง 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

หลังจากการแหกคุกอันน่าตะลึงของเอล ชาโป ในปี 2001 ทางการของหลายประเทศต้องใช้เวลานานถึง 13 ปีกว่าจะจับกุมเขาได้อีกครั้งเมื่อ 22 ก.พ. 2014 ที่รีสอร์ตริมทะเลแห่งหนึ่งในเม็กซิโก และถูกส่งไปคุมขังที่เรือนจำความมั่นคงสูงสุด ลา ปัลมา (เดิมชื่อ อัลติปลาโน) ในเมืองอัลโมโลยา เด ฮัวเรซ


อุโมงค์ที่เอล ชาโป ใช้หลบหนี (ภาพ: AP)

แต่เพียง 16 เดือนต่อมา ในวันที่ 11 ก.ค. เอล ชาโปก็ฉีกหน้ารัฐบาลเม็กซิโกอีกครั้งด้วยการแหกคุกเรือนจำความมั่นคงสูงสุด เป็นครั้งที่ 2 โดยกล้องวงจรปิดพบเห็นเขาเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเวลาประมาณ 20:52 น. บริเวณพื้นที่อาบน้ำในห้องขังของเขาซึ่งเป็นมุมอับที่กล้องมองไม่เห็น และหลังจากผู้คุมไม่เห็นเขาผ่านกล้องนาน 18 นาทีจึงกดสัญญาณเตือนภัย แต่เมื่อไปถึงห้องขังของเอล ชาโป กลับพบว่าเขาไม่อยู่แล้ว ก่อนจะพบว่า เขาหลบหนีไปด้วยอุโมงค์ซึ่งเชื่อมต่อพื้นที่อาบน้ำกับบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ ห่างออกไป 1.5 กม. ในเมืองซาตา ฮัวนิตา

อุโมงค์แห่งนี้อยู่ลึกลงไปใต้ดิน 10 ม. มีการติดตั้งบันไดให้เอล ชาโปปีนลงไปยังตัวอุโมงค์ที่มีความสูง 1.7 ม. กว้าง 75 ซม. มีติดตั้งระบบไฟ ระบบระบายอากาศ ทั้งยังสร้างด้วยวัตถุดิบคุณภาพสูง นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์อยู่ในอุโมงค์ ซึ่งตำรวจเชื่อว่าใช้สำหรับขนส่งวัตถุดิบ และตัวนายกุซมันเอง

หลังจากนั้นตำรวจระดมกำลังตามล่าเอล ชาโป แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการพบตัว แม้ล่าสุดจะจับกุมผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลบหนีครั้งนี้ได้ แล้ว 7 คนก็ตาม

“รักแรกพบ” คนกับหุ่นยนต์

Written on July 17, 2015 at 7:56 am, by admin

นักข่าวหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นผู้หนึ่ง ได้เปิดเผยความประทับใจในการที่มีโอกาสสังสรรค์กับ “เจ้าเปปเปอร์” หุ่นยนต์รูุปคน ศีรษะเกลี้ยงกลึง และเดินด้วยลูกล้อถูกแพคอย่างดีในกล่องไปรษณีย์ราคาถูก ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวถึงกันทั่วญี่ปุ่น ถึงความน่ารักและมีเสน่ห์ของหุ่นยนต์ตัวนี้ มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของบริษัทซอฟต์ แบงก์คอร์ปเปอร์เรชั่น ซึ่งเพิ่งนำออกเผยแพร่ ด้วยการให้ร้านสรรพสินค้าในกรุงโตเกียว แห่งหนึ่ง จ้างไปเป็นพนักงานต้อนรับ

นักข่าวสาวเล่าว่า ความรู้สึกประทับใจอันแรก ก็เนื่องจากทีท่าเอาการเอางานของเจ้าพริกไทย และแสดงความจริงใจออกมา ยิ่งกว่าคนบางคนเสียอีก เจ้าพริกไทยหุ่นยนต์ ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นเพศชายหรือหญิง ได้เอ่ยทักขึ้นก่อนว่า “คุณดูผอมบางไปหน่อยนะ” มันเอ่ยพูดด้วยเสียงเบาๆ โดยไม่มีวี่แววของเสียงที่เกิดจากกลไกอัน ใดเลย และกล่าวอีกว่า คุณควรจะระวังเรื่องอาหารการกินสักหน่อย หุ่นยนต์รูปร่างเหมือนคนตัวนี้ สูงแค่ 4 ฟุต ถูกตั้งราคาไว้ประมาณ 6 หมื่นบาท และยังจะต้องเสียค่าคอยดูแลและค่าประกันอีกประมาณ 3 แสนกว่าบาท ขณะนี้มีจำหน่ายอยู่แต่ภายในญี่ปุ่นเท่านั้น และกำลังสร้างตัวแบบรุ่นต่อไปที่จะไปขายในสหรัฐฯ

ความจริงแล้ว หุ่นเจ้าพริกไทยสร้างขึ้นโดยโรงงานบริษัทฟอกซ์คอนในจีน และสร้างเพียงเดือนละ 1 พันตัว ปรากฏว่ารุ่นแรก เปิดขายในญี่ปุ่นหมดภายในเวลานาทีเดียว.

 

ขับมาดีๆ ถนนทรุด! หกล้อพลิกคว่ำ โชคดีไร้เจ็บ

Written on July 9, 2015 at 4:18 am, by admin

หกล้อบรรทุกสินค้าใส่กล่องไปรษณีย์ จะไปส่งที่โคราช ถึงถนนเลียบคลองสิบสาม ที่ปทุมฯ ถนนเกิดทรุดตัวยาวกว่า 100 ม. ลึก 2 เมตร ทำให้รถเสียหลักพลิกตะแคง โชเฟอร์ปีนกระจกหนีออกมาได้ปลอดภัย …

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 58 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีรถบรรทุก ตกถนนที่เกิดทรุดตัวลงมา เหตุเกิดบริเวณถนนเลียบคลองสิบสาม ฝั่งทิศตะวันออก ใกล้เคียงหน้าวัดธรรมราษฎร์เจริญผล หมู่ 4 ต.ศาลาครุ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เมื่อไปถึงพบรถบรรทุกหกล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน 70-0577 อ่างทอง พลิกคว่ำอยู่กลางถนน


ขับมาดีๆ เจอถนนทรุด ทำให้รถพลิกตะแคง

จากการสอบถาม นายภูมิพัฒน์ คำภาไพ อายุ 38 ปี เล่าว่า ตนได้ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวออกมาจากศูนย์กระจายสินค้าบิ๊กซี ลาดกระบัง เพื่อนำสินค้าที่เป็นอาหารสด น้ำหนักของรวมรถกว่า 10 ตัน ไปส่งที่ บิ๊กซีสาขานครราชสีมา แต่เมื่อขับมาถึงจุดเกิดเหตุ ถนนได้เกิดทรุดตัวลง ความลึกประมาณ 2 เมตร ความยาวเกือบ 100 เมตร ทำให้รถที่วิ่งอยู่เกิดเสียหลักพลิกตะแคงลง ส่วนตนก็ได้ปีนออกมาทางหน้าต่างรถได้อย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ได้ประสานไปยังบริษัทแล้ว และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้เข้ามาช่วยเหลือ.


เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พร้อมให้ความช่วยเหลือ

ภัยแล้งกระทบชาวนานครสวรรค์ ข้าวยืนต้นตายกว่า 50 ไร่

Written on July 2, 2015 at 7:43 am, by admin

ภัยแล้งกระทบนาข้าวของเกษตรกรพื้นที่ริมแม่น้ำน่าน จ.นครสรรค์ ยืนต้นตายไปแล้วกว่า 50 ไร่ จาก 100 ไร่ที่ปลูกไว้ หลังระดับน้ำอยู่ในขั้นวิกฤติ ชาวนาคาด หากฝนไม่ตกใน 5-7 วัน ผลผลิตจะเสียหายหมดแน่นอน ต้องหันไปทำอาชีพเสริมขายกล่องพัสดุไปรษณีย์ชั่วคราวแทน

ช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาในพื้นที่สองฝั่งริมแม่น้ำน่าน หมู่ 8 ต.เกรียงไกร อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ไม่สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำน่านขึ้นมาทำการเกษตรได้ หลังแม่น้ำน่านมีระดับต่ำ

ล่าสุดที่สถานีวัดน้ำบ้านเกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณแม่น้ำน่าน ไหลผ่านที่ 128 ลบ.ม./วินาที (จากความจุปริมาณน้ำไหลผ่านที่ 1,520 ลบ.ม./วินาที) ต่ำกว่าตลิ่ง 8 เมตร ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และผลผลิตได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก


น้ำในแม่น้ำน่าน อยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนไม่สามารถสูบขึ้นมาใช้ทำนาได้เลย

ขณะที่นายสดุดี ชูหนู ชาวนาริมฝั่งแม่น้ำน่าน ในพื้นที่บอกว่า ตนทำนาทั้งหมด 100 ไร่ ซึ่งในช่วงที่แม่น้ำน่านอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาทำนาได้เลย ส่งผลให้ต้นข้าวอายุ 1 เดือนขาดน้ำ พื้นนาแตกระแหง ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหายและยืนต้นตายไปแล้วกว่า 50 ไร่ ซึ่งก็ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ส่วนที่เหลือก็ต้องรอน้ำจากฝนเท่านั้น หากไม่มีฝนตกลงมาช่วยภายใน 5-7 วันนี้ คาดว่าผลผลิตจะเสียหายทั้งหมดอย่างแน่นอน

พลาด! จรวดไร้คนของ ‘สเปซเอ็กซ์’ บึมกลางอากาศ ไปไม่ถึง ISS

Written on June 29, 2015 at 9:29 am, by admin

วินาทีปล่อยจรวด ฟอลคอน-9 ก่อนจะระเบิดในเวลาต่อมา (ภาพ: AP)

เกิดเหตุจรวดขนแคปซูลเสบียงไร้คนของบริษัท สเปซเอ็กซ์ ระเบิดกลางอากาศ หลังจากถูกปล่อยจากฐานยิง นับเป็นความล้มเหลวในการส่งเสบียงไปยังสถานีอวกาศ นานาชาติครั้งที่ 3 ในรอบหลายเดือน โดยเสบียงทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องไปรษณีย์จากโรงงานขายกล่องไปรษณีย์ที่ดีที่สุด …

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุจรวด ‘ฟอลคอน-9′ ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ ซึ่งบรรทุกแคปซูลไร้คน ‘สเปซเอ็กซ์ดราก้อน’ ซึ่งบรรจุเสบียงและสิ่งของต่างๆ สำหรับส่งไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) น้ำหนักรวมกว่า 900 กก.เอาไว้ ระเบิดเป็นชิ้นๆ เพียงครู่เดียวหลังจากถูกปล่อยออกจากฐานปล่อยจรวดในแหลมคาแนเวอรัล ของรัฐฟลอริดา เมื่อวันอาทิตย์

ตามการเปิดเผยของ นาย ไมค์ คิวรี โฆษกขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ของสหรัฐฯ จรวดลำนี้ถูกปล่อยและบินขึ้นฟ้าโดยไม่มีอะไรผิดปกติ ท่ามกลางสภาพอากาศแจ่มใส แต่จากนั้นไม่นาน จรวด ฟอลคอน-9 กลับแตกออกเป็นชิ้นๆ กลางอากาศ โดยทางสเปซเอ็กซ์กำลังรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่พวกเขารู้จนถึงขณะนี้

นายคิวรีระบุด้วยว่า ผู้ควบคุมภารกิจขาดการติดต่อกับจรวดฟอลคอน-9 นานกว่า 2 นาทีหลังจากปล่อยจรวด แต่จนถึงขณะนี้ทีมปล่อยยานยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่


จรวดฟอลคอน-9 ระเบิดกลางอากาศ (ภาพ: AP)

ทั้งนี้ นี่เป็นภารกิจปล่อยจรวดฟอลคอน-9 เพื่อส่งแคปซูล ดราก้อน ไปยังไอเอสเอสครั้งที่ 7 ของบริษัท สเปซเอ็กซ์ โดยแคปซูลดราก้อนขนทั้งเสบียงอาหาร, อุปกรณ์ทดลองและอื่นๆ รวมทั้ง ท่าเชื่อมต่อ อันแรกซึ่งจะถูกใช้เพื่อให้ยานเพื่อการพาณิชย์ซึ่งสร้างโดย โบอิ้ง และ สเปซเอ็กซ์ จอดบนไอเอสเอสภายในปี 2017

อนึ่ง ความล้มเหลวเมื่อวันอาทิตย์ ยังถือเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2014 ที่เกิดเหตุขัดข้องจนยานส่งเสบียงไม่สามารถเดินทางไปถึงไอเอสเอสได้ ต่อจากเหตุจรวด แอนทาเรส ระเบิดที่รัฐเวอร์จิเนีย เมื่อปลายปีก่อน และเมื่อช่วงต้นปี หลังจรวดของรัสเซียขัดข้องหลังเข้าสู่วงโคจรโลก จนตกกลับเข้ามาในบรรยากาศโลกอีกครั้ง

ชมคลิปที่นี่

ไฟไหม้วัดดังเมืองกาญจน์ ศาลาการเปรียญวอดทั้งหลัง

Written on June 23, 2015 at 1:02 pm, by admin

เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาการเปรียญวัดดัง จ.กาญจนบุรี วอดเสียหายทั้งหลัง คาดว่าเชื้อเพลิงอย่างดีเป็นกล่องพัสดุ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้าน เบื้องต้นคาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร…

เมื่อเวลา 00.10 น.วันที่ 23 มิ.ย. 58 นายไพฑูรย์ ทันใจชน กำนัน ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ได้รับแจ้งจาก พระอธิการสยาม อภิวโร เจ้าอาวาสวัดหนองปลาซิว หมู่ 6 ต.ศรีมงคล ว่าเกิดเหตุไฟไหม้ศาลาการเปรียญภายในวัด หลังรับแจ้ง จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.ศรีมงคล อบต.สิงห์ และอบต.จรเข้เผือก รถดับเพลิงจากค่ายไทรโยค พร้อมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ให้นำรถบรรทุกน้ำไปช่วยดับไฟ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการประสานชุมชนกรมทหารราบที่ 29 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เดินทางไปร่วมสกัดเปลวเพลิงในครั้งนี้

ที่เกิดเหตุเป็นศาลาขนาดใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มีเสาทั้งหมดประมาณ 80 ต้น โดยเปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังกันช่วยสกัดเปลวเพลิงอย่างเต็มกำลัง แต่เนื่องจากขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางคืน อีกทั้งกระแสลมกระโชกแรง การดับเพลิงจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมงเปลวเพลิงจึงสงบ แต่ต้องฉีดน้ำหล่อเลี้ยงเอาไว้ เพื่อป้องกันการลุกไหม้ขึ้นมาอีก

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าพระประธานแกะสลักจากไม้ขนุน จำนวน 6 องค์ ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ส่วนศาลาการเปรียญหลังดังกล่าวสร้างด้วยไม้สัก ไม้ประดู่ ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลังเช่นกัน โดยศาลาก่อสร้างมาแล้วประมาณ 20 ปี

พระอธิการสยาม อภิวโร เจ้าอาวาสวัดหนองปลาซิว เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุไม่มีพระลูกวัดรูปใดอยู่ที่ศาลา และไม่มีการจุดธูปหรือเทียนเอาไว้แต่อย่างใด ส่วนสาเหตุจะต้องรอให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบ เบื้องต้นอาตมา คาดว่า มูลค่าความเสียหายประมาณ 3 ล้านบาท ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. วันเดียวกันนี้ นายสุทธิพงษ์ ตันบุญยศิริเดช นายอำเภอไทรโยค พร้อมเจ้าหน้าที่อำเภอไทรโยค ได้เดินทางไปที่จุดเกิดเหตุ และกราบนมัสการ พระอธิการสยาม อภิวโร พร้อมสอบถามข้อมูลเพื่อหาสาเหตุ และร่วมตรวจสอบความเสียหายเพื่อหาทางช่วยเหลือในเบื้องต้นต่อไป.